Of mux hso pez  
 

ยินดีต้อนรับ

 

Web Links
www.jessthai.org

www.pakakoenyo.org

www.hilltribe.org
http://cegthai.cbct.net
www.hplong.org



ชีวิตที่เฝ้ารอ

พร้อมกับความหวัง..



 
Home arrow Culture (Taj lux taj laj) arrow ประวัติของปกาเกอะญอ
 
ประวัติของปกาเกอะญอ พิมพ์ ส่งเมล

Imageประวัติความเป็นมาของแต่ละชาติพันธ์ล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าค้นคว่า แต่หลายครั้งข้อมูลที่เรามีอาจะไม่เพียงพอ ดังนั้นสำหรับข้อมูลที่เรามีนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชย์
สำหรับผู้ที่สนใจค้นคว่าได้เป็นอย่างดี

ประวัติศาสตร์ชนเผ่าปกาเกอะญอ
          1. ประวัติศาสตร์ที่อ้างจากเอกสาร
ก. ลำดับเหตุการณ์ก่อนคริสตศตวรรษ
B.C.  2617 ชนชาติกะเหรี่ยงอพยพถอยร่นลงมาจากมองโกเลีย         
B.C. 2013 ชนชาติกะเหรี่ยงอพยพมาถึงปากีสถานตะวันออก
B.C. 1866 อพยพออกจากปากีสถานตะวันออก
B.C. 1864 ชนชาติกะเหรี่ยงอพยพจากธิเบต
B.C. 1385 ชนชาติกะเหรี่ยงอพยพมาถึงยูนาน ประเทศจีน
B.C. 1128 กะเหรี่ยงรุ่นแรกอพยพจากยูนานมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
B.C. 1125 กะเหรี่ยงรุ่นแรกมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
B.C. 741   กะเหรี่ยงรุ่นสองอพยพจากยูนานมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
B.C. 739 ชนชาติกระเหรี่ยงรุ่นที่สองได้มาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศพม่าปัจจุบัน)[1]

 
. ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการอพยพจากประเทศจีน
ในด้านประวัติศาสตร์ ชาวกะเหรี่ยงสืบเชื้อสายมาจากเผ่ามองโกล ชนกะเหรี่ยงเป็นเผ่าแรกสุด  ที่ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ติดกับต้นแม่น้ำแยงซีเกียงในทะเลทรายโกบีซึ่งรู้จักกันว่า Land or the Flowing sand (ดินแดนแห่งทรายไหล)
จากสถานที่ดังกล่าวนี้เอง ชนชาวกะเหรี่ยงได้อพยพสู่ทางใต้ เข้ามาตั้งแหล่งพำนักอาศัยอยู่ในพื้นที่ในชัยภูมิซึ่งเป็นสหภาพพม่าขณะนี้ ประมาณปี พ.. 739 หรือประมาณ 1788 ปี มาแล้ว
นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ชนชาติกะเหรี่ยงคือชนเผ่าแรกสุด
ที่อพยพ โยกย้ายถิ่นทำมาหากินร่นลงสู่ตอนใต้ มาตั้งรกรากใหม่
กะเหรี่ยง ได้ขนานนามผืนแผ่นดินใหม่นี้ว่า KOW – LAH (กอลาห์) หมายถึงดินแดนที่
เขียวขจี มีความชุ่มชื้น ชนชาติกะเหรี่ยงจึงได้เริ่มต้นหักร้างถางพง ไถพรวนพื้นดิน ลงมือเพาะปลูกโดยไม่มีอุปสรรคใด ๆ ขัดขวางทั้งสิ้น
ผลิตผลจากหยาดเหงื่อแรงงาน ได้ให้ผลตอบแทนต่อพวกเขาอย่างน่าชื่นชม ด้วยสาเหตุอันนี้ชนชาติกะเหรี่ยงจึงได้เปลี่ยนแปลงชื่อของแผ่นดินที่ให้ความอุดมสมบูรณ์ต่อเขาว่า ก่อทูเลรัฐที่สลัดทิ้งสิ้นซึ่งความชั่วช้าเลวทราม-ความอดอยากยากแค้น-สลดสังเวชและการโกลาหลอลหม่าน ซึ่งความชั่วช้า เลวทรามทั้งหลายทั้งปวงจะไม่มี ณ ดินแดนแห่งนี้ เป็นดินแดนใหม่ที่แสนสะดวกสบาย พรั่งพร้อมอุดมสมบูรณ์ โดยไม่รู้จัก
ความยุ่งยาก ชนชาติกะเหรี่ยง ได้ดำรงชีพอยู่กันมาช้านานหลายศตวรรษ ตราบจนการเข้าแทรกแซงก่อกวนของชาวพม่าเกิดขึ้น จึงมีการเข่นฆ่าทำลายวิถีชีวิตที่ใฝ่แสวงหาแต่สันติของ
ชนชาติกะเหรี่ยงจนพินาศพังทะลายลง
คีรีมาตชื่อจริงว่า พุ่งเลียงเฮ่และมิชชั่นนารีชาวตะวันตกเชื่อว่า บ้านเมืองเดิมของชาวกะเหรี่ยงอยู่ทางตะวันตกของจีน ในกวางสีก่อนที่พวกเขาจะอพยพสู่ดินนแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน  ชาวจีนเชื่อว่าแม่น้ำแยงซีเกียงนั้นเป็น แม่น้ำของพวกกะเหรี่ยง  
ชนชาวกะเหรี่ยงเข้าสู่ดินแดนอินโดจีนตามสายน้ำสำคัญ 3 สายคือ พวกแรกเมื่อ 1128 ปีก่อนคริสตกาล กลุ่มที่ 2 เข้ามาเมื่อ 799 ปี ก่อนคริสตกาล กลุ่มสุดท้ายเข้ามาเมื่อ 741 ปี ก่อนคริสตกาล การอพยพเข้ามาในเส้นทางที่ 1 ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้อพยพเข้าไปในดินแดนที่เป็นประเทศพม่าในปัจจุบัน ตามสายน้ำ อิรวดี ลงไปตามที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ อิรวดี หรือเดลต้า ในพื้นที่ เมืองแปร เฮนซาดะ พะสิม หรือบะเส่ง เมือง ละเกิง หรือ ย่างกุ้ง ชาวกะเหรี่ยงฟื้นที่แห่งนี้เป็นกลุ่มที่ได้รับการศึกษาสูงในสมัยที่อังกฤษปกครองพม่า ซอ บา อู ยี ผู้นำชาวกะเหรี่ยงเป็นคนที่พะสิม การอพยพเข้ามาในเส้นทางที่ 2 ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้อพยพเข้ามาตามสายน้ำ สาละวิน แม่น้ำสะโตง สายน้ำเมย และแม่น้ำตะนาวศรี โดยมีชุมชนที่หนาแน่นอยู่ที่เมือง ตองอู ผาปูน ผาอ่าง ท่าตอน
เมาะละแหม่ง พะโค (หงสาวดี) กะเหรี่ยงกลุ่มนี้อยู่ปะปนกับชาวมอญ จึงถูกเรียกว่า บาม่ากะยินเมืองที่สำคัญที่เป็นที่กล่าวถึงของชาวกะเหรี่ยง คือ เมืองตองอู ซึ่งเป็นเมืองเก่าดั้งเดิมของ
ชาวกะเหรี่ยงสกอ ส่วนกะเหรี่ยงโพล่ง นั้นมีเมืองดั้งเดิมที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้ตั้งหลักฐานมั่นคงเรียกเมืองนั้นว่า กวยเกอบ่องเมืองดูยอ ณ ที่เมืองนี้เป็นพื้นที่ราบ มีภูเขาหินตั้งอยู่เด่น เป็นสง่าท่ามกลางที่ราบเป็นที่นาเวิ้งว้าง พวกเขาถูกพม่า มอญ และคนไทย กวาดต้อนกระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ พวกเขามีความเชื่อว่า สักวันหนึ่งพวกเขาจะได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่เมือง
กวยเกอบ่อนี้
การอพยพเข้ามาในเส้นทางที่ 3 ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้อพยพเข้ามาตามสายน้ำ แม่โขง แม่น้ำเจ้าพระยา เข้ามาอยู่ในอินโดจีน คือในดินแดนกัมพูชา และถอยร่นกลับขึ้นมาทางเหนืออีกครั้ง ในพงศาวดารพม่า โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กล่าวว่า พวกตองซู่” (กะเหรี่ยงเผ่าปะโอ)นี้ เป็นคนที่มนุษย์ต่างแดนข้างเคียงรู้จักกันมาก รู้จักกันทั่วกรุงสยามและเมืองเขมรจนกระทั่งแถบแม่โขงตอนล่าง ราวเมืองนครจำปาศักดิ์และแก่งพันเกาะ ในหัวเมืองไทยใหญ่[2]
. ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับประเทศไทย
ชนชาติกะเหรี่ยง ซึ่งชนชาติไตยในรัฐฉานและชาวมณฑลพายัพรวมกันเรียกพวกเขาว่า
ยาแดงอีกชนเผ่าหนึ่งเราเรียกพวกเขาว่า ยางขาว และพวกเขาเองซึ่งเป็นยางแดง เรียกชนชาติของเขาเองว่า กะยา พวกยางขาวเรียกชนชาติของเขาว่า ก่อทูเลกะเกรี่ยงยางแดง และกะเหรี่ยงยางขาว แบ่งออกเป็นสองพวกด้วยกัน
                ความสัมพันธ์ระหว่างชนชาติกะเหรี่ยงขาวกับกะเหรี่ยงแดงนั้น ได้มีปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์และพงสาวดารของเมืองเชียงใหม่ ในต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
                ในรัชสมัยดังกล่าวนี้ ตรงกับปีเถาะ พ.. 2326 ขณะนั้นเมืองเชียงใหม่ได้ตกอยู่ในความ
ปกครองของพระมหากษัตริย์ไทย แห่งกรุงสยาม ในสมัยดังกล่าวนี้ พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละยังทรงมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่อยู่ในขณะนั้น พระอนุชาของ
พระองค์ มีสองพระองค์คือ พระเจ้าเชียงใหม่ช้างเผือกธรรมาลังกา (พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
องค์ที่ 2 ) ยังมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่และเจ้าเศรษฐีคำฝั้น ซึ่งยังมีบรรดาศักดิ์เป็น พระยารัตนหัวเมือง เมืองเชียงใหม่
พระเจ้ากาวิละ ได้ออกจากเมืองนครลำปาง เพื่อมารับตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนั้นเมืองเชียงใหม่ยังเป็นป่ารก มีป่าไม้เคลือบคลุมหนาแน่น อีกทั้งกำลังผู้คนก็มีน้อย ไม่มากพอที่จะรักษาพื้นที่อันกว้างใหญ่ของตั้งเมืองได้ จึงได้หยุดกำลังทัพจัดตั้งเมืองอยู่ที่บ้านป่าซางเมืองลำพูน ซึ่งมีสภาพเป็นป่าเช่นเดียวกับเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นเช่นกัน
                ในกาลครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่มหาราช ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งให้พระอนุชาทั้งสองพระองค์ของพระเจ้ากาวิละ มารับตำแหน่งเป็นพระยาอุปราชและ
พระยารัตนหัวเมืองในเมืองเชียงใหม่ร่วมกับพระเชษฐาด้วย
                ในปีเถาะ พ.. 2326 พระเจ้ากาวิละกับพระอนุชาทั้งสองพระองค์ได้ทรงสืบทราบว่าทางด้านเหนือขึ้นไปนั้นเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยป่าไม้สักซึ่งขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นตลอดสองแนวฝั่งแม่น้ำคง (สาละวิน) โดยมีชนชาติเผ่ากะเหรี่ยงยางแดง อยู่ทางด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำทางด้านทิศตะวันตกมีชนชาติเผ่ากะเหรี่ยงขาวอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น แต่กะเหรี่ยงยางแดงและกะเหรี่ยงยางขาวทั้งสองชนชาตินี้มิได้ขึ้นกับชนชาติพม่าแต่อย่างใด ได้ตั้งเมืองเป็นอิสระปกครองตนเองเรื่อยมา
                ภูมิประเทศของเมืองยางแดงนี้ เคลือบคลุมไปด้วยป่าไม้สัก ซึ่งเป็นการยากต่อการรุกรานของชนชาติพม่า ประกอบกับดินแดนของชนสองเผ่านี้เป็นชัยภูมิด้านหน้าของเชียงใหม่ ซึ่งถ้าพม่าจะยกทัพเข้ามาตีเมืองเชียงใหม่ จะข้ามน้ำสาละวินมาได้อย่างรวดเร็ว
                จากแผนการป้องกันชาติบ้านเมืองดังกล่าวพี่น้องทั้งสามองค์ได้นำปัญหานี้มาปรึกษาหารือกันและ ได้ตกลงกันว่า จะต้องเจริญสัมพันธ์ไมตรี ผูกมิตรต่อกันไว้ดีกว่า ทั้งนี้จะได้พึ่งพาชนชาติ
กะเหรี่ยงแดง ทางด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นดินแดนผืนเดียวกันกับอาณาจักรล้านนาไทย ให้เป็นเมืองหน้าด่านของเมืองเชียงใหม่ด้วย จึงได้ตกลงมอบให้พญาสามล้าน ผู้เป็นทั้งนักการฑูตและนักการทหาร โดยนำถ้วยชาม 60 ชิ้น ผ้าแพรและหนังสือ เป็นฑูตสันถวไมตรี เดินทางออกจากเมืองเชียงใหม่พร้อมคณะ ถึงบ้านหัวตาดเป็นอันดับแรก ซึ่งต่อมาภายหลังบริเวณบ้านเหล่านี้ ได้กลายเป็นแหล่งชุมชนที่หนาแน่น และได้กลายเป็นเมือง กันตะระวดี บรรดาเมืองเล็กเมืองน้อยในบริเวณใหล้เคียงต่างมีความเจริญขึ้นตามลำดับ
                เจ้าแสนตาดดำ ประมุขกะเหรี่ยงแดงในขณะนั้น ได้ต้อนรับคณะฑูตจากเมืองเชียงใหม่ด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดียิ่ง พร้อมกับรับของที่ระลึกจากพระเจ้ากาวิละแห่งเมืองเชียงใหม่ ที่มอบฝากคณะฑูตสันถวไมตรีมาให้ ได้แก่ ถ้วยชาม ผ้าแพร และของใช้ที่จำเป็นอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นได้กรุณา
แนะนำหัวหน้าชาวเมืองเชียงใหม่, ลำพูน ซึ่งอพยพลี้ภัยมาตั้งรกรากในถิ่นกะเหรี่ยงแดงจำนวนหลายร้อยครอบครัว ตามบริเวณฝั่งแม่น้ำสาละวินหลายแห่งด้วยกัน พร้อมกันนั้นได้จัดกำลังทหารกะเหรี่ยงแดงให้เข้าร่วมในการเดินทางไปเกลี้ยงกล่อมนายบ้าน นายแขวงบ้านตองโผะ( ตองปุ) ซึ่งเดิมทีมีรกรากอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ขอให้อพยพกลับไปยังถิ่นเดิม พร้อมกับรับรองให้ความปลอดภัยและความอบอุ่นแก่พวกเขาเหล่านั้นเป็นอย่างดี หัวหน้าชาวบ้านตองโผะก็ได้รวบรวมพรรคพวกเดินทางอพยพมาแต่โดยดี โดยกลับมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านป่าซาง จึงเป็นการเพิ่มพลเมืองเป็นอันดับแรก ตามแบบฉบับของพระเจ้ากาวิละที่มีนโยบาย เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง
                เจ้าแสนหลวงได้ถือโอกาสชักชวน เจ้าอุปราชธรรมลังกา และคณะให้เดินทางไปพบ เจ้าฟ้าน้อยระภาผ่อ พ่อเมืองทลาง (ผาปูน) เพื่อสนับสนุนในการปลูกสัมพันธ์ไมตรีต่อกันด้วย
                เมื่อเดินทางมาถึงทลางแล้ว เจ้าฟ้าน้อยระภาผ่อได้ทราบเจตจำนงทางเมืองเชียงใหม่ ขึ้นมาเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีด้วย มีความปรีดาปราโมทย์เป็นอย่างมาก ได้จัดอาหารเลี้ยงต้อนรับเจ้าอุปราชธรรมลังกาและคณะอย่างเต็มที่ตลอดจนที่พักในคุ้มหลวงด้วย
                เมื่อได้กล่าวถึงเมืองจนเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว เจ้าอุปราชธรรมลังกาและเจ้ารัตนเมือง
แก้วคำฝั้นได้จัดพิธีมอบสิ่งของกำนัลอันเป็นที่ระลึกจากเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นถ้วยชาม 30 ชิ้น ผ้าแพรหลายพับให้กับเจ้าฟ้าน้อยระผ่อพ่อเมืองทลาง(ผาปูน)
                เมืองทลาง (ผาปูน) นี้เป็นเมือง ๆ หนึ่งที่มีผู้คนจากเชียงใหม่  ลำพูน อพยพหลบหนีภัยพม่าข้าศึก เป็นจำนวนมากและได้รับความอยู่เย็นเป็นสุขโดยถ้วนหน้า ซึ่งเจ้าฟ้าน้อยระภาผ่อได้ให้ความเมตตาปราณีเช่นคนชาติกะเหรี่ยงเหมือนกัน
                วันต่อมา เจ้าฟ้าน้อยระภาผ่อ พ่อเมืองทลาง ได้จัดพิธีร่วมน้ำสาบานเป็นมิตรไมตรีต่อกัน ตามธรรมเนียมของเขาระหว่างเมืองกะเหรี่ยงและเมืองเชียงใหม่ขึ้น โดยได้ปลูกประรำพิธีขึ้นหลังหนึ่งที่ท่าน้ำเมืองทลางเรียกว่า ท่าสะยา พิธีได้เริ่มขึ้นโดยเจ้าฟ้าน้อยระภาผ่อได้สั่งให้ล้มกระบือตัวใหญ่ที่สุด อ้วนพีสมบูรณ์ที่สุด ที่มีในเมือง 1 ตัวเพื่อเข้าพิธี ได้ชำแหละตัดเขากระบือผ่าออกเป็น 2 ซีกด้วยกัน แล้วยื่นซีกหนึ่งให้เจ้าอุปราชธรรมลังกาถือเอาไว้ซีกหนึ่ง เพื่อแทนชาวเชียงใหม่ทั้งมวล เจ้าฟ้าระภาผ่อได้ขอให้เจ้าอุปราชธรรมลังกา และที่ประชุมได้กล่าวสัจจะปฏิญาณต่อกันไว้ว่า
                                ตราบใดแม่น้ำคงไม่หาย เขาควายไม่ซื่อ ถ้ำช้างเผือกไม่ยุบ
                                เมืองยางแดงกับเมืองเชียงใหม่ ยังเป็นไมตรีกันตราบนั้น…”
ทั้งสองฝ่ายได้กล่าวเป็นภาษาของตนและต่างเก็บเขากระบือรักษาไว้ ถือเป็นวาจาสัตย์ที่มีต่อกันสืบต่อไปในภายภาคหน้า
                ต่อมาเจ้ารัตนเมืองแก้วคำผั้น อนุชาของเจ้าอุปราชธรรมลังกา ซึ่งได้เดินทางไปในครั้งนี้ได้เกิดมีใจสมัครผูกพันธ์รักใคร่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับเจ้านางตาเวยบุตรีของเจ้าฟ้าน้อยระภาผ่อและต่างตกลงปลงใจเป็นคู่ชีวติต่อกัน หลังจากเสร็จพิธีการแล้วได้เดินทางกลีบเมืองเชียงใหม่
                นับเป็นครั้งแรกที่เจ้านายฝ่ายเหนือของเมืองเชียงใหม่ ได้ทำการสมรสกับเจ้าหญิงกะเหรี่ยง บุตรีเจ้าฟ้าเมืองยางแดง ซึ่งมีศักดิ์และมีฐานันดรเป็นเช่นเดียวกันและเจ้านางตาเวยองค์นี้ ต่อมาภายหลังได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ว่า เนตรนารีไวย
                ภายหลังต่อมาได้มีราชบุตรและธิดากับเจ้ารัตนเมืองแก้วคำฝั้นนหรือเจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้นถึง 5 องค์ด้วยกัน ราชบุตรองค์ใหญ่ชื่อ เจ้ามหาพรมคำคง ได้เข้ารับราชการในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นรัชกาลที่ 3 ต่อมาได้เป็นเจ้าราชวงศ์ของเมืองเชียงใหม่ ในแผ่นดินพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เจ้าราชวงศ์ทรงเป็นพระบิดา พระเจ้าอินทวิไชยยานนท์ (อิทนนท์ ณ เชียงใหม่) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7
                แม่เจ้าเนตรนารีไวยเป็นทายาทเจ้าของป่าไม้สัก ซึ่งทำความมั่งคั่งให้กับเจ้าหลวงเศรษฐี
คำฝั้นและบุตรหลานในสกุล ณ เชียงใหม่ ผู้สืบสายตรงจากแม่เจ้าเนตรนารีไวยและสืบสายจาก
เจ้าฟ้าน้อยระภาผ่อ
                ครั้นต่อมา พระเจ้ากาวิละได้ถึงแก่พิราลัยแล้ว เจ้ามหาอุปราชธรรมลังกาได้ขึ้นเสวยเมืองแทนเป็นพระเจ้าเชียงใหม่สืบต่อมา ทรงมีพระนามว่า พระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา ที่ขนานนามนี้เพราะว่าในสมัยของท่านได้ทรงนำช้างเผือก ซึ่งได้พบในเมืองเชียงใหม่ไปถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ณ กรุงรัตนโกสินทร์ จนถือได้ว่าสยาม กะเหรี่ยง เป็นทั้งญาติสนิท เป็นทั้งมิตรสหายกันมาช้านาน และมีเชื้อสายสืบทอดกันมาแต่โบราณกาล ดังที่กล่าวมาแล้ว[3]
2. ประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่า
. ตำนานจากการสร้างเมืองเชียงใหม่
ตำนานเรื่องเมืองเชียงใหม่เป็นที่เล่าขานของชนเผ่าปกาเกอะญอมาแต่โบราณ เล่าขานกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตำนานกล่าวถึงเจ้าฟ้าเมืองเชียงใหม่กับเมืองสุนัขเก่งของท่าน ตำนานได้ถูกจดจำเอาไว้ในบทลำนำสองบทที่มีใจความว่า
เลอ เปลอ ฉวี่ ลู ตา พะ มี                    ครั้งกระโน้นสุนัขไล่ตามเลียงผา
หย่อ ถ่อ เลอะ หล่อ โอะ ดี                 ยังมีรอยเท้าติดอยู่ที่ผาตราบจนทุกวันนี้
                ชนปกาเกอะญอเล่าขานกันว่าเจ้าฟ้าเชียงใหม่และสุนัขของท่านได้ไล่เลียงผาตัวหนึ่งจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวินเข้ามายังฝั่งตะวันออก จนกระทั่งไล่มาถึงที่ราบแห่งหนึ่ง เจ้าฟ้าเชียงใหม่ทรงทอดพระเนตรสุนัขของพระองค์กินอาหารที่นั่นเนื่องจากหิวโซ พอเจ้าฟ้าทรงตามมาทันจึงทำเสียงดุและด่าตะเพิดด้วยความไม่สุภาพว่า
เจ้าไล่เลียงผามิใช่หรือ ทำไมมัวกินและกลืนอะไรอยู่ด้วยเหตุดังกล่าวที่ราบแห่งนี้จึงมีชื่อว่า หมื่อ  อยู่ ปูซึ่งแปลว่าเมืองกลืน” (ปัจจุบันคือแม่สะเรียง) มาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากกินอาหารแล้วเจ้าฟ้าเชียงใหม่ก็ทรงไล่สุนัขของพระองค์ให้ล่าเลียงผาต่อไป ระหว่างทางสุนัขได้ปัสสาวะลงที่ลำธารหนึ่ง จึงถูกเรียกชื่อภายหลังว่า ห้วยสุนัขเยี่ยว” (อยู่ระหว่างอำเภอแม่สะเรียงและอำเภอฮอด) จนถึงทุกวันนี้ จากนั้นสุนัขก็ล่าเลียงผาต่อไป จนกระทั่งถึงที่ราบอีกแห่งหนึ่ง ณ ที่ราบแห่งนี้สุนัขก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เจ้าฟ้าเชียงใหม่ทรงตามหาอย่างไรก็ไม่ทรงพบ ถึงกับทรงกรรแสง ดังนั้นที่ราบแห่งนี้จึงถูกเรียกชื่อภายหลังว่า มือ ฮอ ปูแปลว่า เมืองร้องให้ซึ่งต่อมาได้เพี้ยนไปเป็น เมืองฮอด  (ปัจจุบันคืออำเภอฮอด) จนถึงทุกวันนี้
                เจ้าฟ้าเชียงใหม่ทรงพักผ่อนที่นั่นจนกระทั่งสุนัขของพระองค์กลับมาหาเอง จากนั้นทั้งสองก็พากันออกเดินทางล่าเลียงผาต่อไป การเดินทางมุ่งสู่ทิศตะวันออก แล้วก็ไปถึงถ้ำแห่งหนึ่งและทรงนั่งพักผ่อนในถ้ำแห่งนั้น ถ้ำแห่งนี้และบริเวณที่ราบรอบ ๆ ถูกเรียกว่า เมืองเหล่อปูแปลว่า เมืองถ้ำและต่อมาได้เพี้ยนไปเป็น เมืองลำพูน” (ปัจจุบันคือจังหวัดลำพูน) มาจนถึงทุกวันนี้
                หลังจากหายเหนื่อยแล้วก็เริ่มล่าเลียงผาต่อไป จนกระทั่งมาถึงหน้าผาแห่งหนึ่ง สุนัขตามล่าเลียงผาตามซอกผาซอกหินแต่ก็ไม่พบ ณ สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นเมืองที่มีชื่อว่า เมืองเลปาแปลว่า เมืองหน้าผา ซึ่งทีหลังเพี้ยนไปเป็น เมืองลำปาง” (ปัจจุบันคือจังหวัดลำปาง) จนถึงทุกวันนี้
                การล่าเลียงผาไม่ได้ผลสำเร็จเพราะร่องรอยหายไป ณ ผาแห่งนี้ ดังนั้นเจ้าฟ้าเชียงใหม่จึงหันกลับมุ่งหน้าขึ้นสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงและได้ตั้งรกรากอยู่ที่นั่น สุนัขตัวเก่งของเจ้าฟ้าเชียงใหม่ก็สิ้นลมหายใจ ณ ที่แห่งนี้ เล่าขานกันว่าก่อนสุนัขตัวนั้นจะสิ้นใจตาย เท้าสี่ข้างเหยียบลงบนหลังเต่าข้างละหนึ่งตัว หางสอดเจ้ารูลิ่ม ปากคาบตะกวด ตาเหลือบไปยังรังผึ้ง เจ้าฟ้าเชียงใหม่ได้ฝังศพของสุนัขของท่านตัวนี้ ณ บริเวณที่ตั้งวัดเจดีย์หลวงในปัจจุบัน
                จากนั้นเจ้าฟ้าเชียงใหม่ก็ทรงสร้างบ้านเรือนที่นั่น ภายหลังมีผู้คนเข้ามาตั้งรกรากสมทบมากขึ้นจนกลายเป็นเมืองใหญ่ เจ้าฟ้าเชียงใหม่ทรงตั้งชื่อเมืองว่า เหว่กี่แมแปลว่า เมืองหม่ายต่อมามีคนต่างแดนซึ่งเป็นพวกคนจีน (เจ๊ก) เข้ามาค้าขายและสามารถยึดครองที่ดินอย่างกว้างขวางและกลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจอย่างสูง ถึงกับเปลี่ยนชื่อเมืองจาก เหว่กี่แมไปเป็น เมืองเจ๊กใหม่ซึ่งต่อมาเพี้ยนไปเป็น เมืองเชียงใหม่มาจนถึงปัจจุบัน
                ตำนานเมืองเชียงใหม่ (เหว่กี่แม) ถูกบันทึกไว้ในบทลำนำของชนเผ่าปกาเกอะญอมากมายดังตัวอย่างที่ยกมาดังนี้
                - พอ เจ โบะ พะ เลอ กี่ แม ดอกไม้บานที่เมืองเชียงใหม่
                  พะ ลอ หล่า แก เลอ ปกา แว            บานสะพรั่งที่สุดก็เป็นของคนอื่น
                 - เหว่ เล กี่ แม อะ หน่า บอ                เมืองหน้าผาแลดูเหลืองอร่าม (กำแพงเมืองสีทอง)           เลอ เปลอ เหม่ ยวา หล่อ เฉ่ นอ    เป็นที่ประทับของพระเจ้าในอดีต[4]

ถิ่นที่อยู่อาศัยของชนเผ่ากปาเกอะญอ

                1. หมู่บ้าน
                ชนปกาเกอะญอส่วนใหญ่ในเมืองไทยตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ตามชายเขาที่ต่ำลุ่มกว่าเผ่าอื่น ๆ และมีชื่อเสียงในการทำเกษตรกรรมแบบแผ้วแล้วเผาโดยมีแบบแผนที่ทำกันมาดังนี้
-          ทำนา ทำไร่ เพียงฤดูเดียว แล้วพักดินห้าถึงสิบสองปี
-          แผ้วถางดินแล้วเผาต้นไม้ใบหญ้าโดยกันมิให้ลุกลามไหม้ป่าโดยรอบอย่างพิถีพิถัน
-          รักษาป่าบนดอยเหนือบริเวณที่เพาะปลูกอย่างดี ไม่ตัดไม้หรือทำลายกล้าใหม่เลย
-          ถอนวัชพืชและไม่ไถนา (ไม่พลิกหน้าดิน) ก่อนเพาะปลูก
ด้วยวิธีการนี้จึงสามารถรักษาคุณภาพของดินให้อุดมอยู่ได้นานและเมื่อพักดินก็มักไม่มีปัญหาเรื่องหญ้าคาขึ้นในนา น่าเสียดายที่ปัจจุบันปัญหาเรื่องจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและที่ดินทำกินน้อยลงทำให้ชนปกาเกอะญอหมดโอกาสเปลี่ยนบริเวณเพาะปลูกและพักดินนาน ๆ    จึงไม่ได้ดินที่อุดมเช่นแต่ก่อน
หมู่บ้านปกาเกอะญอบนดอยเติบโตขยายบริเวณออกไปทุกทีเริ่มจากหนึ่งไปสอง เพราะจำนวนพลเมืองในแต่ละหมู่บ้านเพิ่มเป็นสองเท่าทุกระยะ 24 ปี ขณะที่พลเมืองเพิ่มผู้คนก็ต้องออกไปหาที่ทำกินไกลออกไปจากหมู่บ้านทุกขณะจนเดินไปกลับไม่ไหวต้องย้ายบ้านช่องไปอยู่ใกล้ที่ทำกินจึงเกิดเป็นหมู่บ้านย่อยล้อมรอบหมู่บ้านใหญ่และโยงใยข่ายการปกครองกับหมู่บ้านใหญ่ นอกจากพวกที่ทำนาดำอยู่ในที่ลุ่มซึ่งจะตั้งระบบบการปกครองของเองไม่ขึ้นกับใคร
บางครั้งก็มีเหตุที่หมู่บ้านต้องย้าย เช่น พระประจำหมู่บ้านสิ้นชีวิตแต่ก็ไม่ย้ายไปไกลจากที่เดิมนัก บางทีกระเถิบไปสองสามเมตร เอาเป็นพิธีเท่านั้น เมื่อไม่ต้องย้ายไปไกล ก็ไม่ต้องสละละทิ้งสมบัติพัสสถานที่สะสมไว้ จึงสามารถทำเกษตรถาวรเช่น ทำสวนขนุน มะม่วงหรือผลไม้ตระกูลส้ม สามารถทำสวนครัวใหญ่พอเก็บของขาย ทำไร่ยาสูบซึ่งผิดกันไกลกับสภาพของชาวเขาเผ่าอื่น ๆ
การเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่ของหมู่บ้านนั้น ต้องได้รับอนุญาตจากพระและผู้เฒ่าผู้แก่ประจำหมู่บ้านที่เรียกว่า ฮี โข่เสียก่อนแล้วจึงทำพิธีเซ่นไหว้เจ้าที่ แต่ก่อนจะชื่นชมต้อนรับสมาชิกใหม่ของหมู่บ้านเพราะยิ่งมีคนมากก็ยิ่งอุ่นหนาฝาคั่ง แต่หลายปีล่วงมานี้ที่ดินทำกินชักไม่พอ ทั้งพระและผู้เฒ่าจึงไม่ค่อยปลื้มกับการรับสมาชิกใหม่เหมือนเมื่อก่อน[5]
                2. บ้านและครัวเรือน
                                ชนปกาเกอะญอสร้างบ้านใต้ถุนสูงแบบต่าง ๆ พื้นและฝาฟากหลังคามุงจากหรือตองตึง ใต้ถุนนั้นเป็นที่นั่งเล่นและทำกิจวัตรเช่น ตำข้าว ผ่าฟืน เลื่อยไม้ ในเวลากลางวัน กลางคืนก็จะต้อน หมู ไก่ และวัว ควายเข้าล้อมไว้ที่ใต้ถุนนี้ พ่อบ้านที่ดีก็มักจะผูกชิงช้าไว้ใต้ถุนให้ลูกเล่น
                บ้านชนปกาเกอะญอแท้มีห้องเดียว สมาชิกของครอบครัวปูเสื่อนอนกันรอบเตาผิง ซึ่งอยู่กลางห้อง อาจมีการกั้นบังตาเป็นสัดส่วนให้ลูกสาววัยกำดัดอยู่รวมกันมุมหนึ่งของห้อง
                ยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกและพืชผลสร้างต่างหากจากตัวบ้านแต่จะต้องอยู่ต่ำกว่าตัวบ้านแต่จะต้องไม่อยู่หน้าหรือหลังบ้าน หากอยู่เยื้องกันและหากบ้านอยู่บนไหล่เขา ยุ้งฉางก็จะต้องอยู่ต่ำกว่าตัวบ้าน ถ้าสร้างผิดไปจากธรรมเนียมที่ว่านี้เชื่อว่าจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้นในครอบครัวได้
                การสร้างบ้านเรือนมีธรรมเนียมอยู่ว่าญาติข้างมารดาจะอยู่รวมกลุ่มกัน ไม่ควรมีคนอื่นมา
สร้างบ้านแทรกกลางบ้านให้ผีบ้านผีเรือนขัดใจ จะต้องไม่สร้างบ้านสามหลังในลักษณะสามเส้า หากฝ่าฝืนข้อห้ามนี้ก็จะมีเหตุเพทภัยอัปมงคลต่าง ๆ เกิดขึ้น
                แต่ละบ้านไม่จำเป็นต้องมีครกตำข้าวของตนเองอาจใช้รวมกันหลาย ๆ ครอบครัวได้ และเป็นชุมชนอีกแห่งหนึ่ง
                แต่ละครัวเรือนก็พยายามรักษาเอกสิทธิ์ในที่ดินทรัพย์สินของตนไม่เบียดเบียนและไม่พึ่งพาผู้อื่น
                ครอบครัวประกอบด้วยสามี ภรรยาและบุตรธิดาซึ่งยังโสดเท่านั้น ผิดกับเผ่าอื่น ๆ ซึ่ง
ครอบครัวมักมีสมาชิกสามชั่วคน สำหรับชนปกาเกอะญอสตรีที่มิได้เป็นญาติกับภรรยาเจ้าของบ้านจะเข้ามาอยู่ร่วมชายคาในครอบครัวมิได้ ถือว่าผิดผี มีตัวอย่างหญิงหม่ายซึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวของลูกชายแม้จะสร้างบ้านอยู่ต่างหากเพียงไปร่วมกินอาหารกับบ้านลูกชายเท่านั้น เมื่อลูกสะใภ้เสียชีวิตในการคลอดบุตรในเวลาต่อมา ชาวบ้านก็ลงความเห็นว่าเป็นเพราะ แพ้ผีแม่ผัวนั่นเอง
                เพราะความกลัวผีนั่นเองชนปกาเกอะญอจึงไม่กล้ามีภรรยาน้อยหรือแม้แต่แต่งงานใหม่ จนกว่าลูกจะโตออกเหย้าออกเรือนไปแล้ว ซึ่งลำบากมากสำหรับพ่อหม้ายลูกอ่อนที่จะต้องออกไร่และเลี้ยงดูลูกเล็ก ๆ ในเวลาเดียวกัน
ชนปกาเกอะญอถือธรรมเนียมเคร่งครัดเรื่องจะให้ใครนอนในบ้าน หากครอบครัวมีทั้ง
ลูกชายและลูกสาววัยรุ่น ลูกชายก็จะต้องย้ายสำมะโนครัวไปนอนชานบ้านเพื่อนที่ไม่มีพี่น้องวัยเดียวกัน ผู้ที่มิใช่สมาชิกของครอบครัวที่มาพักอยู่ด้วยจะต้องนอนนอกชานเสมอ[6]
พิธีกรรมที่สำคัญของชนปกาเกอะญอ
                พิธีกรรมมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชนปกาเกอะญอ เป็นการสืบทอดทางวัฒนธรรม เพื่อกำหนดบรรทัดฐานและควบคุมพฤติกรรมทางสังคม ตลอดจนแสดงถึงความสัมพันธ์ของ
ชนปกาเกอะญอ กับสิ่งแวดล้อม
ธรรมชาติที่มีผลต่อการดำรงชีพในกระบวนการผลิตและความสัมพันธ์กับระบบความเชื่อของสิ่งที่เหนือธรรมชาติ[7]
                1. พิธีกรรมหลักในรอบชีวิต
. การเกิด(ดึ ต่า เบล)
 เมื่อทารกเกิดสายรกที่ตัดออกแล้วก็จะไปแล้วผู้เป็นบิดาของทารกก็จะบรรจุลงกระบอก
ไม้ไผ่ปิดฝาด้วยเศษผ้าแล้วนำไปผูกไว้ตามต้นไม้ในป่ารอบหมู่บ้านพร้อมกับอธิษฐานให้เด็กน้อยโต แข็งแรงดังต้นไม้ยืนต้นนี้ ต้นไม้ต้นนั้นเรียกชื่อว่า เด ปอ ทู่แปลว่าต้นสายรก และต้นไม้ต้นนี้จะห้ามตัดโดยเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าขวัญของทารกจะอาศัยอยู่ที่นั่น หากตัดทิ้งจะทำให้ขวัญของทารกหนีไปและทำให้ทารกล้มป่วยลง หากว่าผู้ใดตัดไม้ต้นนี้โดยเจตนาหรือไม่เจตนาจะต้องถูกปรับด้วยไก่หนึ่งตัว พ่อแม่ก็จะนำไก่ตัวนี้ไปทำพิธีเรียกขวัญทารกกลับคืนมา
วันที่ไปผูกสายรกของทารกติดกับต้นไม้นั้นเพื่อนบ้านทุกคนจะไม่ออกไปทำงาน ซึ่งถือเป็นข้อห้าม เรียกข้อห้ามนี้ว่า ดึ ต่า เบลเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต เมื่อถึงเวลาขั้วสายทารกหลุดออกไปผู้เป็นพ่อก็จะไปทำพิธีผูกมือเรียกขวัญทารก โดยไปทำพิธีที่ใต้ต้นไม้ที่ผูกติดสายรกต้นนั้น เพื่อให้ขวัญกลับมาอยู่ที่บ้าน เรียกว่า กี่เบลจือคือพิธีผูกขวัญครั้งแรกของบุคคลผู้นี้ที่เกิดมาลืมตาอยู่บนโลก ชนปกาเกอะญอเชื่อว่าขวัญของคนมีอยู่ 37 ขวัญ
. การแต่งงาน (ดึ เทาะ โค่ เบล)
 เรื่องราวของการสู่ขอจะเป็นดังนี้ เมื่อเป็นที่รับรู้แล้วว่าชายหญิงชอบพอกัน พ่อแม่และญาติพี่น้อง (ญาติผู้ใหญ่) ของฝ่ายหญิงก็จะส่งคนไปหาฝ่ายชายเพื่อสอบถามให้แน่ใจว่าฝ่ายชายรักและยินดีที่จะแต่งงานกับฝ่ายหญิงจริง ๆ หรือไม่ หากฝ่ายชายรักชอบพอและยินยอมที่จะแต่งงานกับฝ่ายหญิงก็จะมีการนัดหมายวันเวลาทำพิธีแต่งงานกันในเวลานั้น (ประเพณีปกาเกอะญอฝ่ายหญิงจะไปสู่ขอฝ่ายชาย)
การหมั้น (เตอะ โหล่) เมื่อฝ่ายชายตกลงปลงใจว่าจะแต่งงานกับหญิงและนัดหมายวันเวลาแต่งงานที่แน่นอนแล้วฝ่ายชายก็ส่งเถ้าแก่ไปทำพิธีหมั้นหมายฝ่ายหญิงก่อนวันแต่งงาน ในพิธีฝ่ายหญิงจะฆ่าไก่หนึ่งคู่ทำอาหารเพื่อเลี้ยงรับเถ้าแก่ฝ่ายชาย วันรุ่งขึ้นก็จะนัดหมายวันเวลาที่ฝ่ายชายและเพื่อน ๆ จะมาหาฝ่ายหญิงเพื่อทำพิธีแต่งงานต่อไป
หมูแรกทำพิธี (เทาะเตาะ) เทาะเตาะคือหมูตัวแรกที่ฆ่าในพิธีแต่งงาน เนื้อหมูตัวนี้จะเอาไว้เป็นเครื่องบูชาเพื่อขอเทพยดามาอวยพรเจ้าบ่าวเจ้าสาวและผู้มาร่วมงานทุกคน เมื่อถึงเวลาออกเดินทางไปสู่หมู่บ้านเจ้าสาว    เถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าวจะลงไปอยู่พร้อมกันที่พิงพักหน้าบ้านที่สร้างไว้ชั่วคราว เถ้าแก่จะทำพิธีรินหัวเหล้าและอธิษฐานขอพร เสร็จพิธีก็จะออกเดินทางโดยมีเจ้าบ่าวและเพื่อน ๆ  ร่วมเดินทางอย่างพร้อมเพรียงกัน
เมื่อเดินทางมาถึงบ้านเจ้าสาว เถ้าแก่ฝ่ายเจ้าสาวและเพื่อนบ้านก็จะคอยต้อนรับโดยจะไปพักที่เพิงพักชั่วคราวหน้าบ้านเพื่อทำพิธีดื่มหัวเหล้า (เดะ ซิ โข่) เสร็จพิธีดื่มหัวเหล้าก็จะขึ้นไปสู่บ้านเจ้าสาว เพื่อพักผ่อนและมีการเลี้ยงสังสรรค์กัน ดื่มเหล้าพร้อมกับขับลำนำโต้ตอบกันระหว่างกลุ่มเถ้าแก่ เพื่อนเจ้าบ่าวที่เป็นคนต่างถิ่นและกลุ่มเถ้าแก่ เพื่อนเจ้าสาวที่เป็นคนในถิ่น เวลาเดียวกันนี้ญาติพี่น้องเจ้าสาวก็จะฆ่าหมูทำอาหารสำหรับเลี้ยงแขกที่มางาน เมื่อทำอาหารเสร็จแล้วเขาก็จะให้เถ้าแก่ทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและะเจ้าสาวทำพิธีถวายข้าวแด่เทพยดาเพื่อขอพร จากนั้นก็เรียกแขกทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนเจ้าบ่าวที่มาจากแดนไกลมารับประทานอาหาร เสร็จแล้วก็จะเป็นเวลาส่วนตัวของแต่ละคนที่จะพักผ่อนนอนหลับหรือเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านอื่น ๆ และขับลำนำโต้ตอบกัน ซึ่งบางคนบางหมู่บ้านก็จะเที่ยวขับลำนำตลอดทั้งคืน
ไก่เริ่มต้นพิธีบก๊ะ (ชอเก๊าะเก) ช่วงหนึ่งของพิธีแต่งงานจะมีการฆ่าไก่ 2 ตัวต้มให้สุกโดยไม่ปรุงอะไรลงไปทั้งสิ้น ผู้เฒ่าผู้แก่จะเลือกเด็กหญิงและเด็กชายฝ่ายละคน โดยที่เด็กทั้งสองคนต้องเป็นเด็กที่มีครอบครัวครบสมบูรณ์คือทั้งพ่อและแม่ยังมีชีวิตอยู่ เด็กทั้งสองคนนี้จะมีหน้าที่จัดคำข้าวและเนื้อไก่ 2 ตัวนั้นแล้วมอบให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวรับประทาน โดยเด็กหญิงจะจัดให้เจ้าสาวและเด็กชายจะจัดให้เจ้าบ่าว ฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็จะให้สร้อยลูกปัดหนึ่งสายและเงินหนึ่งบาทแก่เด็กหญิงและชายตามลำดับ เป็นการตอบแทนน้ำใจที่มาช่วยเหลือ
ขันหมาก (เกอะเนอ) ชนปกาเกอะญอมีวัฒนธรรมขันหมากเป็นของผู้หญิงหรือผู้หญิงมีขันหมาก ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายนำขันหมากมาให้ ขันหมากของชนปกาเกอะญอประกอบด้วยผ้าซิ่นทอ 1 ผืน เสื้อทอผู้ชาย 1 ตัวผ้าโพกศีรษะ 1 ผืน เสียม 1 ด้าม เสื้อแม่บ้าน (เช โหม่ ซู) 1 ตัว และเกลือ 1 ห่อ แต่ผู้หญิงบางคนอาจจะมีขันหมากมากกว่านี้ก็ได้ ในวันที่เจ้าบ่าวและเพื่อน ๆ เดินทางมาที่บ้านเจ้าสาวนั้น จะมีแม่บ้านคนหนึ่งถือขันหมากมาด้วย แม่บ้านคนนี้ต้องเป็นแม่บ้านที่มีครอบครัวที่สมบูรณ์คือสามียังมีชีวิตอยู่ วันรุ่งขึ้นก็จะมีการทำพิธีขอขันหมาก การทำพิธีจะทำโดยเถ้าแก่ฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ขอ ส่วนฝ่ายชายจะเป็นผู้ให้ โดยที่การขอจะต้องขอด้วยการขับลำนำโต้ตอบกันทั้งสิ้น การทำพิธีขอขันหมากใช้เวลามาก เพราะต้องขับลำนำผ่านขั้นตอนและมีลีลาของการอ้อยอิ่ง เบี่ยงบ่ายเป็นพิธี
ไก่ขอพรระระหว่างเดินทางกลับ (ชอโจ่ลอ) การเดินทางกลับของเถ้าแก่และเพื่อนเจ้าบ่าว ฝ่ายหญิงจะฆ่าไก่ 2 ตัวต้มให้สุกแล้วห่อให้เพื่อนเจ้าบ่าวนำกลับไปด้วยเพื่อเป็นอาหารระหว่างเดินทาง เมื่อถึงเวลาอาหารก่อนรับประทานเถ้าแก่จะทำพิธีถวายหัวอาหารแด่เทพยดาเพื่ออวยพระผู้ร่วมเดินทางให้ได้รับความปลอดภัยจากภยันตรายทั้งหลายและกลับถึงบ้านด้วยความสวัสดิภาพ พอกลับถึงบ้านแล้วทุกคนก็จะมารวมกันที่เพิงพักหน้าบ้านเจ้าบ่าวก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านของตน และที่เพิงพักนี้เถ้าแก่ก็จะทำพิธีดื่มหัวเหล้าอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย วันรุ่งขึ้นวันหนึ่งเพื่อนบ้านทุกคนจะหยุดงาน ซึ่งถือเป็นข้อห้าม เรียกข้อห้ามนี้ว่า ดึ เทาะ โค่ เบลแปลว่า ข้อห้ามหัวหมู
. การตาย
การเตรียมศพ ในหมู่บ้านหากผู้หนึ่งเสียชีวิตลง เพื่อนบ้านทุกคนจะหยุดงานเพราะถือเป็นข้อห้ามซึ่งเรียกว่า ดึ ปกา ซะ ลอ หม่าหมายความว่า ข้อห้ามสำหรับวิญญาณที่หลุดหายไป แม้แต่ตำข้าวซึ่งปกติจะทำกันทุกวันเช้าและเย็นก็จะงดทำทั้งสิ้น ขั้นแรกญาติพี่น้องก็จะอาบน้ำศพ นำเสื้อผ้าใหม่ ๆ มาสวมใส่ให้ เสร็จแล้วก็จะห่อศพด้วยเสื่อตีข้าว
การเตรียมสัมภาระให้ศพ หลังจากห่อศพแล้วจะหาไม้ไผ่ท่อนหนึ่งยาวประมาณ 5 ศอก ผ่าออกเป็น 4 ซีกเท่า ๆ กันครึ่งท่อนแล้วง่ามลงบนศพเพื่อยึดศพให้มั่น เรียกไม้ไผ่ท่อนนี้ว่า ไม้ง่ามศพจากนั้นจะนำเสื้อผ้าของศพที่ญาติพื่น้องมอบให้แขวนไว้ที่ปลายท่อนไม้ไผ่ เสื้อผ้าและข้าวของศพนี้เรียกว่า ต่า ซี อะ จกื่อมีความหมายว่า สัมภาระศพเป้าหมายการเตรียมสัมภาระของศพเพื่อทำความร่มรื่น อยู่เย็นเป็นสุข ให้ผู้ตายได้ใช้ขณะเดินทางกลับไปยังโลกหน้า
การขับลำนำ ตกเย็นจะเป็นเวลาแห่งการขับลำนำส่งวิญญาณศพ โดยชายหนุ่มและพ่อบ้านจะขึ้นมาขับลำนำ ลำนำที่ขับในช่วงแรกนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับคนตาย ลำนำสำหรับศพนี้ผู้ขับจะจำกัดเฉพาะแต่ผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงจะขับลำนำนี้ไม่ได้ ถือเป็นสิ่งต้องห้าม ผู้หญิงที่กำลังตั้งท้องและเสียชีวิตลงจะมีการขับลำนำส่งวิญญาณเช่นเดียวกัน แต่ผู้มาขับลำนำจะเป็นเฉพาะผู้ชายเท่านั้น
 ลำนำที่ขับมีชื่อว่า ทา โหร่ ความีความหมายว่า บทลำนำรวบรวมชายหรือ บทลำนำ
ชุมชุมชายผู้เสียชีวิตที่เป็นหนุ่มสาวจะมีการไปสร้างกระต๊อบหลังเล็กที่กิ่วดอยแห่งใดแห่งหนึ่งใกล้หมู่บ้านและเป็นทางเดินที่ผู้เสียชีวิตเคยเดินไปมา และนำเสื้อผ้าและข้าวของต่าง ๆ ไปวางไว้ให้ในกระต๊อบหลังนั้น สิ่งนี้เรียกว่า เสอะ เลผู้เสียชีวิตกลุ่มนี้มีลำนำส่งวิญญาณโดยเฉพาะเช่นกันซึ่งเรียกว่า ทา เยอ ลอแปลว่า ลำนำคนึงหา หรือลำนำอาลัยอาวรณ์
ข้อห้ามหลังปลงศพ คือจะไม่ให้คนในหมู่บ้านออกไปทำมาหากินนอกบ้าน ส่วนจะห้ามกี่วันนั้นขึ้นอยู่กับว่าศพนั้นมีการเก็บไว้กี่วัน หากเก็บไว้ 1 วันก็จะห้ามออกไปทำงาน 1 วัน เป็นต้น ข้อห้ามนี้เรียกว่า ดึ นา เกอะ เกราะหมายความว่า ข้อห้ามผีผู้ตาย เพราะปกาเกอะญอเชื่อว่าหลังจากปลงศพผีของผู้ตายยังเดินไปมาภายในบริเวณรอบ ๆ หมู่บ้านอยู่จนกว่าจะพ้นจำนวนวันที่เก็บศพไว้ เพราะฉะนั้นหากผู้ใดออกนอกหมู่บ้านในช่วงนี้ผีผู้ตายอาจจะเห็นเข้าและจับขวัญของผู้นั้นแล้วจะทำให้ล้มป่วยลงได้
พืชผักของผู้ตาย หากมีผู้เสียชีวิตลงในกลางปีและผู้เสียชีวิตไม่มีโอกาสได้รับประทานพืชผักที่ตนปลูกไว้ ในกรณีหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้วญาติพี่น้องก็จะนำผลผลิตของพืชผักต่าง ๆ ในรอบปีนั้นไปฝากไว้ที่ไร่หรือใต้ต้นไม้บริเวณของผู้ตาย ทั้งนี้เพื่อให้วิญญาณผู้ตายจะได้กลับมารับประทานผลผลิตของพืชผักเหล่านั้นแล้วจะได้กลับไปสู่ สุขคติด้วยความสงบสุข จะได้ไม่กลับมารบกวนขอญาติพี่น้องอีกต่อไป[8]
2. พิธีกรรมระดับครอบครัว
. เลี้ยงหมูแรกไก่แรก (เทาะ โข่ ทิ ชิ โข่ ทิ)
ชนปกาเกอะญอจะมีสัตว์เลี้ยง 2 ชนิดที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในระดับครอบครัวเสมอคือไก่และหมู ไก่และหมูคู่แรกที่เลี้ยงเรียกว่า   เทาะ โข่ ทิ ชอ โข่ ทิมีความหมายว่า หมูแรกไก่แรก หมูคู่แรกและไก่คู่แรกนี้ก็จะทำลงไปหลังจากการออกเหย้าออกเรือนแล้วไม่นาน การทำพิธีกรรมเลี้ยงหมูและไก่คู่แรกนี้เรียกว่า บึ โถ่ ต่าหมายความการเลี้ยงให้สงบราบรื่น หรือเลี้ยงให้ยั่งยื
. การขึ้นบ้านใหม่ (ถ่อ เดอะ ซอ)
หลังจากปลูกบ้านเสร็จแล้วก็จะถึงเวลาทำพิธีขึ้นบ้านใหม่เจ้าของบ้านต้องเตรียมเหล้า 1 คู่ และไก่ 1 คู่ (หรือหมู 1 ตัว) และเชิญผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่งในหมู่บ้านมาทำพิธีเรียกขวัญเจ้าของบ้าน เสร็จพิธีเรียกขวัญก็จะฆ่าไก่หรือหมูทำอาหาร จากนั้นก็จะเรียกญาติพี่น้องทุกคนมาที่บ้านมาผูกข้อมือเรียกขวัญเจ้าของบ้าน การผูกข้อมือเรียกขวัญนี้จะมีการอวยพรให้ครอบครัวเจ้าของบ้านมีความสุขในชีวิตที่จะอยู่อาศัยบ้านใหม่หลังนี้ จากนั้นก็จะร่วมรับประทานอาหารอย่างพร้อมเพรียงกัน
. พิธีกินเชื่อมความสัมพันธ์ ( เอาะ บก๊ะ)
พิธีจะเริ่มต้นด้วยสามีภรรยาจะฆ่าไก่คู่แรกที่เลี้ยงไว้ เรียกพ่อแม่ของตน (ฝ่ายหญิง) มาขอพรให้ เนื้อไก่นั้นสามีภรรยาจะรับประทานเล็กน้อยพอเป็นพิธีก่อน จากนั้นพ่อแม่จะนำสำรับเนื้อไก่และข้าววางลงบนพื้นบ้านและเริ่มอธิษฐานขอพร โดยเรียกขานชื่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วให้มาร่วมรับประทานอาหารที่ลูกหลานได้เตรียมให้นี้ เสร็จการอธิษฐานก็จะร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน วันรุ่งขึ้นอีกหนึ่งวันก็จะเป็นการทำพิธีกรรมของฝ่ายชายซึ่งมีขั้นตอนเหมือนกับฝ่ายหญิงทุกประการ
. พิธีผูกขวัญ (กี่ จือ)
ผูกขวัญนี้ในพิธีจะใช้หมูหรือไก่ก็ได้ พ่อแม่จะเรียกบุตรหลานทุกคนทั้งยังโสดและแต่งงานแล้ว หากแต่งงานแล้วที่เป็นผู้หญิงก็จะเรียกมาพร้อมกับลูกทุกคน แต่หากเป็นผู้ชายก็จะมาตัวคนเดียวเท่านั้น ห้ามพาลูกมาด้วย จากนั้นก็จะผูกขวัญให้และอวยพรให้อยู่ดีมีสุข พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวงและขั้นสุดท้ายก็จะคั่วข้าวเปลือกแล้วไปโปรยลงใต้ต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่ง
3. พิธีกรรมระดับหมู่บ้าน
 . พิธีผูกข้อมือเรียกขวัญขึ้นปีใหม่ (กี่ จือ นี่ ซอ โค่)
เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตจากไร่เสร็จราวต้นเดือนมกราคม ผู้นำหมู้บ้านหรือฮี่โข่จะแจ้งให้ลูกบ้านทราบว่าถึงเวลาที่จะต้องทำพิธีขึ้นปีใหม่แล้ว ลูกบ้านทุกครอบครัวจะต้มเหล้าสำหรับทำพิธี ก่อนทำพิธีหนึ่งวันชาวบ้านจะทำขนมและของคบเคี้ยวซึ่งประกอบด้วย ข้าวปุ๊ก(ข้าวเหนียวตำคลุก) ข้าวต้มและข้าวหลามเพื่อเป็นของถวายแต่เทพเจ้าและเป็นอาหาร ขนมกินเล่นในวันทำพิธีขึ้นปีใหม่นี้ วันรุ่งขึ้นทุกครอบครัวจะทำพิธีผูกมือเรียกขวัญ และวันนั้นจะไม่มีผู้ใดออกนอกบ้าน ทุกคนต้องอยู่ร่วมงานปีใหม่ ถือเป็นวันพักผ่อนประจำปี หลังจากพิธีผูกขวัญของแต่ละครอบครัวและรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ผู้นำหมู่บ้านก็จะออกตระเวนไปตามบ้านของลูกบ้านแต่ละครอบครัวเพื่อทำพิธีรินหัวเหล้าเพื่ออธิษฐานและอวยพรให้ครอบครัวทุกคนมีความสุข ความเจริญ พิธีกรรมวันขึ้นปีใหม่นี้เรียกว่า กี่ จือ นี่ ซอ โค่แปลว่า ผูกข้อมือเรียกขวัญวันขึ้นปีใหม่นั่นเอง
. พิธีผูกข้อมือเรียกขวัญเดือนสิงหาคมกลางปี (กี่ จือ ลา คุ)
ราวต้นเดือนสิงหาคม ผู้นำหมู่บ้านจะแจ้งให้ลูกบ้านทราบอีกครั้งว่าถึงเวลาที่จะต้องทำ
พิธีกลางปีอีกแล้ว พิธีกรรมกลางปีนี้เรียกว่า กี่ จือ ลา คูหมายความว่า พิธีผูกข้อมือเรียกขวัญเดือนสิงหาคม หรือพิธีกลางปี รูปแบบและขั้นตอนจะเหมือนกับพิธีปีใหม่ทุกขั้นตอน จะต่างกันตรงที่ความหมาย กล่าวคือ พิธีปีใหม่จะเป็นพิธีขอพรจากเทพยดาให้ลงมาอวยพรพืชผลให้เจริญ
งอกงามดี ส่วนพิธีกลางปีจะเป็นพิธีขอบคุณเทพยดาที่ประทานความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่างที่ขอจากพิธีปีใหม่ในต้นปีนั้น
. ต่า หลื่อ หี่ (การสืบชะตาหมู่บ้าน)
พิธีเลี้ยงหมู่บ้านเป็นหน้าที่ของผู้นำหมู่บ้านที่เรียกว่า อี่ โข่แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากลูกบ้านด้วยกล่าวคือ หากจำเป็นต้องทำพิธีเลี้ยงหมู่บ้านผู้นำหมู่บ้านต้องแจ้งให้ลูกบ้านทราบ ลูกบ้านครอบครัวหนึ่งต้องนำข้าวสารหน่อยหนึ่งและไก่ 1 ตัว นำไปให้ผู้นำหมู่บ้านเพื่อเป็นเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีผู้ที่ร่วมพิธีกรรมนี้ได้คือผู้ชายเท่านั้น
เมื่อถึงสถานที่ประกอบพิธีก็จะสร้างหอเซ่นไหว้แล้วผู้นำหมู่บ้านจะอธิษฐานภาวนาขอพรจากเทพยดา จากนั้นก็จะบอกให้ลูกบ้านฆ่าไก่ที่เป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อทำอาหาร เมื่อทำอาหารเสร็จ
แล้วจะนำอวัยวะส่วนต่าง ๆ ทุกส่วน ส่วนละหน่อยหนึ่งมาทำเป็นเครื่องเซ่นไหว้ผู้นำหมู่บ้านจะนำเครื่องเซ่นไหว้ไปไว้บนหอเซ่นไหว้แล้วยกมือไหว้อธิษฐานภาวนาอีกครั้งหนึ่ง ส่วนลูกบ้านทุกคนที่มาร่วมงานจะยกมือไหว้ตามด้วย หลังจากอธิษฐานภาวนาก็จะทำพิธีเสี่ยงทายดูว่า ณ เวลานี้เป็นฤกษ์งามยามดีที่จะรับประทานแล้วหรือยัง หากฤกษ์งามยามดีแล้วก็จะร่วมรับประทานอาหาร แต่ก่อนรับประทานอาหารแล้วผู้นำหมู่บ้านจะทำพิธีรินหัวเหล้า(เหล้าขวดแรก) จากนั้นแล้วก็จะร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วผู้นำหมู่บ้านจะทำพิธีรินก้นเหล้า
(เหล้าขวดสุดท้าย) ทุกคนจะต้องช่วยกันดื่มก้นเหล้าจนหมด ก็เป็นอันว่าเสร็จพิธี และทุกคนจะแยกย้ายกันกลับบ้านได้
                การที่จะต้องทำพิธีนี้เป็นประจำทุกปี (หรือทุก 2 ปี หรือทุก 3 ปี แล้วแต่แต่ละหมู่บ้านจะกำหนด) ก็เพราะชนปกาเกอะญอมีประสบการณ์ว่าไม่สามารถมองเห็นล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตและสังคมหมู่บ้าน แต่เชื่อว่าเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะรู้และสามารถปกป้องคุ้มครองได้ จึงต้องทำพิธีเลี้ยงหมู่บ้านเพื่อขอเทพยดามาปกป้องคุ้มครองและฝากชีวิตความเป็นอยู่ทั้งหมดไว้กับเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด
. การขอขมา (ต่า มา เง)
ต่า เก ต่า หรือพิธีขอขมาเป็นบทบาทที่ของผู้นำหมู่บ้านเช่น หากเกิดกรณีหนุ่มสาวผิดประเวณีก็จะต้องให้ผู้นำหมู่บ้านทำพิธีขอขมาตามกฎหมายประเพณีของหมู่บ้าน คู่หนุ่มสาวจะต้องไปที่เชิงบันไดของผู้นำหมู่บ้านและขอผู้นำหมู้บ้านทำพิธีขอขมาให้ที่นั่น ฝ่ายหญิงจะต้องต้มเหล้าและส้มป่อย  ฝ่ายชายต้องหาซื้อหมูหรือวัวหรือควาย 1 ตัว (แล้วแต่ข้อกำหนดของหมู่บ้าน) แล้วนำไปรวมกันที่เชิงบันไดผู้นำหมู่บ้าน ที่เชิงบันไดนี้จะต้องขุดหลุมไว้หนึ่งหลุม ข้างในหลุมจะปูด้วยใบตอง ผู้นำหมู่บ้านจะนำข้าวสุกวางลงในหลุมพร้อมกับรินเหล้าลงไป จากนั้นผู้หญิงจะจับขาหมูส่วนผู้ชายจะเชือดคอและเทเลือดลงในหลุม ในขณะเดียวกันนั้นผู้นำหมู่บ้านจะอธิษฐานภาวนา
ขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กับทั้งสองด้วย
. พิธีการคืนดี หรือพิธีกินสันติ (เอาะ ขื่อ ต่า)
เอาะ ขื่อ ต่า หรือพิธีคืนดีจะเป็นพิธีที่กระทำต่อเนื่องจากพิธีขอขมา กล่าวคือเมื่อทำพิธี
ขอขมาซึ่งมีความหมายถึงผู้กระทำความผิดขอโทษต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้นำหมู่บ้านและเพื่อนบ้านแล้วก็จะทำพิธีเอาะขื่อต่าหรือพิธีคืนดี ซึ่งมีความหมายถึงการคืนดีต่อกันระหว่างผู้กระทำผิดกับเพื่อนบ้าน และระหว่างสิ่งสูงสุด พิธีคืนดีนี้ก็เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างในหมู่บ้านกลับเข้าสู่ภาวะปกติสุขเหมือนปกติ ไม่ต้องมีการบาดหมางผิดใจกันและมีความทุกข์ร้อนต่อกันอีกต่อไป ขอให้ความชั่วผ่านพ้นไปสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้และเริ่มต้นชีวิตใหม่กันอีกครั้งหนึ่ง
ผู้ทำพิธีก็คือผู้นำหมู่บ้านเช่นกัน คู่กระทำผิดประเวณีต้องช่วยกันหาซื้อวัวหรือควายหนึ่งตัวเพื่อเป็นสัญญลักษณ์แห่งการคืนดีกัน ก่อนฆ่าทำอาหารจะต้องให้ผู้ทำความผิดฝ่ายชายเป็นผู้จูงและฝ่ายหญิงเป็นผู้ต้อนโดยจูงไปรอบหมู่บ้าน พร้อมกับให้ทั้งสองตะโกนด้วยเสียงดังทำนองว่าเพื่อน ๆ ทั้งหลายจงอย่าเอาเยี่ยงอย่างเพราะเป็นสิ่งไม่ดี หลังจากนั้นเพื่อนบ้านก็จะช่วยกันฆ่าวัวตัวนั้นและแบ่งเนื้อให้กับทุกครอบครัว ยกเว้นผู้กระทำความผิดและครอบครัวญาติพี่น้องทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย จะไม่กินเนื้อนี้[9]
ระบบคุณค่าทางคุณธรรมและจริยธรรม
                สุภาษิต คำพังเพย และคำสอน เป็นข้อคิดและสิ่งเตือนใจเป็นสิ่งที่หล่อหลอมจิตใจให้คนประพฤติปฎิบัติตามแบบแผนวิถีชีวิตอันดีงามของชนปกาเกอะญอตลอดจนการปฎิบัติตนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลยั่งยืน[10]
1. สุภาษิต
. สุภาษิตสอนความมีใจอดทน
 อดเปรี้ยวได้กินหวาน,        น้ำขุ่นย่อมไม่ชนะน้ำใส,   ตกไฟไม่ไหม้ ตกน้ำไม่ไหล
. สุภาษิตสอนความมีใจกว้าง
เห็นคนรวยอย่างยิ้ม เห็นคนจนอย่างทำหน้าบึ้ง,           ท้ายทอยของตนเองจะมองไม่เห็น,   ทีจะรวยช้าดั่งน้ำหยด ทีจะจนเร็วดั่งน้ำหก,         แม่หม้ายอย่ารังแก กำพร้าอย่าเข่นฆ่า
        . สุภาษิตความมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
      ลูกก็จิตภรรยาก็ใจ เวลานอนทั้งสองก็ขนาบข้าง,          มารดาคือเจดีย์ บิดาคือวัด
                                ป้าคือมารดา ลุงคือบิดา
     
. สุภาษิตสอนการมีใจสำรวม
      
อย่าปล้นบ้านเขา อย่าลงหลังยุ้งผู้อื่น,              อย่าล่าดื่มหัวเหล้าเขา, อย่าล่ากินหัวข้าวผู้อื่น,                อย่าเปิดฝายุ้งเขา อย่าตักก้นยุ้งผู้อื่น
        . สุภาษิตสอนความมีใจถ่อมตน
         มีดคมจะอยู่ในฝัก หอกคมจะอยู่ในฝัก,           เชื่อแม่ได้เป็นใหญ่ เชื่อพ่อได้เป็นเจ้า,
        เชื่อผู้เฒ่าได้แหวน เชื่อผู้แก่ได้เพชร,               คนฉลาดจะล้มที่ราบ คนโง่จะล้มที่ชัน
       ช. สุภาษิตสอนความมีใจไกล่เกลี่ย
        หลงทางให้หันกลับ ผิดพลาดให้ยอมรับ,       ฟ้าไม่พ้นเมฆ คนไม่พ้นผิด,
                                อยู่ในกระบุงไม่สามารถยกตัวเองออกได้[11]   
2. บทสอน
               
ทำกับดักหนูได้กินหนูกิน ทำไร่ทำนาได้ข้าวกิน,          ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ กิน,
ทำงานอย่างทาส กินอย่างราชา,       ห้วยกลายเป็นบึง บึงกลายเป็นห้วย,
งานให้ทำเอาไว้ อย่าเอางานไว้ทำ,   โง่ไม่หมด ฉลาดไม่สิ้น,
ช้างดีเพราะควาญ สตรีดีเพราะสามี,                ไก่ดีที่กระดูก คนดีที่ตระกูล,
คนใจโหดย่อมพบกับคนใจเหี้ยม,    แม่ตายเฉือนหูไว้ พ่อตายเฉือนลิ้นไว้,
ผู้หญิงขึ้นต่อผู้ชาย ผู้ชายขึ้นต่อราชา,              ม้ามีพลังที่กีบเท้า คนมีพลังที่บุตรหลาน,        ป้องกันไว้ดีกว่าคาถา,         อยู่ในบ้านต้องเข้าข้างหมู่บ้าน,              ของฟรีราคาแพง,                หากรวยก็รวยอย่างสัตย์ซื่อ(อิสระ) หากจนก็จนอย่างสัตย์สัตย์ซื่อ(อิสระ),
สอนลูกหลานให้เข้มงวดเพราะความชั่วหมุนดั่งวงล้อ,         แม่เสือลาย ลูกเสือก็ลายตาม,             ของใหญ่แบ่งกันกิน ของเล็กจิ้มกิน (ให้กินอย่าง              ประหยัด)
แข็งเกินไปจะหัก อ่อนเกินไปจะง่อยเปลี้ยปวกเปียก(ง่อนเปลี้ย),             ตัวแมลงกู่หนีไม่พ้นตอไม้
กินหนูแต่ไม่เห็นกับดัก กินข้าวแต่ไม่เห็นไร่,                ไผ่อยู่ที่ลำปล้อง คนอยู่ที่ตระกูล[12]
3. คำพังเพย
ไม่มีใครกล้าตัดนิ้วตนเอง, จะดีก็พี่น้อง จะเลวก็พี่น้อง,              สิ่งอร่อยคือข้าว สิ่งดีงามคือคน,     แม่บุญธรรมพ่อบุญธรรมไม่เหมือนพ่อแม่แท้,  ห้ามขายเหล้าที่ทำพิธี,     แม่สอนไม่ฉลาด ให้สอนตนเองเถิด,         ผู้ที่ไม่เชื่อฟังคำแม่ ก็จะพบแต่ทางตันเรื่อยไป,     ลูกเอ๋ยอย่าขัดคำแม่เลย แม่เคยขัดและถูกไม้เรียวมาแล้ว,             อย่าสาปแช่งเวลาเดินในป่าใหญ่ทึบ,         ห้ามไปนอนค้างคืนวันที่มีพิธีบก๊ะ,  ห้ามออกไปค้างคืนเมื่อมีงานศพในหมู่บ้าน, หมูแรกไก่แรกห้ามขาย, ลูกของลูกชายห้ามมาร่วมพิธีบก๊ะของปู่ย่า[13]
ข้อห้ามและข้อปฏิบัติตามจารีตประเพณี
                การอยู่ร่วมกันในสังคมจะต้องยึดถือระเบียบข้อบังคับ กฎจารีตประเพณี และเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ชุมชนดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข[14]
                1. ข้อห้ามระหว่างคนกับธรรมชาติ
ป่าช้า ป่าช้าจะเป็นป่าหวงห้ามสำหรับหมู่บ้าน ห้ามการเข้าไปตัดไม้และทำประโยชน์ใดทุกคนต้องเคารพข้อห้ามนี้ เพราะถือเป็นแหล่งพักพิงของเหล่าวิญญาณบรรพบุรุษ ซึ่งพวกท่านก็ต้องการความสงบร่มเย็นเช่นเดียวกัน
ไร่เหล่า ก่อนถางไร่เหล่า ห้ามผู้ใดเข้าไปตัดไม้บริเวณนี้ เพราะเชื่อว่าดินจะเสื่อมคุณภาพและเสียความสม่ำเสมอด้านความอุดมสมบูรณ์ ห้ามเผาป่าบริเวณไร่เหล่าด้วยเหตุผลเช่นเดียวกัน
สัตว์ป่า ชะนี นกกก และสัตว์ป่าขนาดใหญ่หลายชนิดจะห้ามล่า และเมื่อถึง
ฤดูวางไข่               ผสมพันธุ์และเลี้ยงลูกอ่อนจะห้ามล่าสัตว์ป่าทุกชนิด เพราะเป็นช่วงที่สัตว์ป่าขยายพันธุ์ หากมี        การล่าในช่วงนี้ก็จะทำให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์ไปได้ง่าย
แม่น้ำลำธาร บริเวณต้นน้ำลำธาร โดยเฉพาะตาน้ำผุดจะห้ามการตัดไม้ทำลายป่า ปลา         ที่อยู่ในตาน้ำผุดหรือถ้ำลอดจะห้ามจับ เพราะเชื่อกันว่าปลาเหล่านี้มีเจ้าของเลี้ยงไว้ หากผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามผู้นั้นเจ้าของธรรมชาติเหล่านี้จะลงโทษ โดยการทำให้เจ็บป่วยต่าง ๆ นานาได้ง่าย
พืชผักต้นไม้ ผลไม้จะต้องรอให้มันสุกถึงจะเก็บมากินได้ เวลาเก็บผลไม้ไม่ใช้วิธีโค่นต้นลงทั้งหมด  ห้ามเก็บกินขณะขณะยังลูก                อ่อน พืชผักและต้นไม้ทุกชนิดห้ามตัดทิ้ง      โดยเปล่าประโยชน์ ห้ามกาต้นไม้ เพราะเชื่อว่า            ต้นไม้ก็มีชีวิต รู้จักเจ็บ รู้จักร้องไห้   เช่นเดียวกับมนุษย์ ต้นไม้ที่ให้ผลเป็นอาหารแก่มนุษย์ห้ามนำมาสร้างบ้าน
ดิน ที่ดินบริเวณใดหรือต้นน้ำลำธารที่มีสนิมเหล็กขึ้น บริเวณนั้นจะห้ามการทำลายไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น ขุดบ่อน้ำ เบิกนา เป็นต้น ดินบริเวณรอบ ๆ โป่งจะห้ามการขุด และห้ามถมโป่ง[15]
2. ข้อห้ามระหว่างคนกับชุมชน
ในสังคมชนปกาเกอะญอ จะมีกฎของชุมชนเพื่อให้คนในหมู่บ้านยึดถือปฏิบัติในทิศทางเดียวกันเพื่อให้สังคมอยูได้อย่างปาติสุข ดังนั้นจึงมีกฎข้อห้ามหลายประการดังนี้
-          ข้อห้ามเกี่ยวกับกาลเวลา
-          ข้อห้ามเกี่ยวกับการย้ายเข้า ย้ายออกของคนในชุมชน[16]
กระบวนการผลิตและการพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง
                การเกษตรกรรมและหัตถกรรมของชุมชน มีกระบวนการผลิตเป็นขั้นตอนและมีพิธีกรรมความเชื่อ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สมบูรณ์ สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม[17]
1. การทำไร่หมุนเวียน
ก.       แนวคิดระบบความเชื่อที่เกี่ยวกับการทำไร่หมุนเวียน
ระบบการทำไร่ของชนปกาเกอะญอ เป็นระบบการทำไร่ในลักษณะหมุนเวียน โดยมีการหมุนเวียนใช้เวลาประมาณ 7 –10 ปี ทำให้ระบบนิเวศที่ถูกทำลายไปเหล่านั้นมีการฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิมมีการปลูกพืชผัก หลายชนิดในไร่ เช่น พันธุ์ข้าวประมาณ 2 – 3 ชนิด ถั่ว แตงกวา ฟักทอง ฟักเขียว และเครื่องเทศอีกหลายชนิด
ข.       ขั้นตอนและวัฏจักรการทำไร่หมุนเวียน
กระบวนการเลือกที่ทำไร่มีดังนี้ ต้องไม่เป็นพื้นที่ป่าต้องห้ามตามประเพณี ต้องไม่เป็นข้อห้ามประเพณีในการเลือกพื้นที่ทำไร่ และต้องไม่มีลางร้ายบอกเหตุ ในระหว่างรอการฟันไร่
การปลูกข้าว มีวิธีปลูกและการดูแลรักษาดังนี้ คือการเตรียมพื้นที่ปลูกข้าว การถางไร่
รางกิ่ง การทำแนวกันไฟ การเผา การสะสมพันธุ์พืช การปัดกวาดเศษไม้  การปลูกข้าว พิธีแม่ข้าว 7 หลุม(9 หลุม) พิธีเซ่น บูชาเทพต่าง ๆ พิธีมัดมือ[18]
ค.       พิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง
พิธีกินเชื้อพันธุ์ข้าว พิธีเลี้ยงผีไร่ พิธีเลี้ยงผีไร่ขอพร พิธีเลี้ยงไร่ปัดรังคราญ พิธีเลี้ยงเทพอัคคี
พิธีเลี้ยงเทพขวัญข้าว พิธีไล่ความชั่วในไร่ พิธีกินหัวข้าว พิธีนวดข้าว พิธีขอข้าว พิธีเรียกขวัญข้าว
พิธีเลี้ยงนกขวัญข้าว(โถ่ บือ ฆ่า) พิธีกินข้าวก้นเพิงนวด พิธีกินข้าวก้นยุ้ง พิธีกรรมช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต[19]
                2. การทำสวน
                ระบบการทำสวนของสังคมปกาเกอะญอ มีด้วยกันหลยประเภทซึ่งแต่ละประเภทนั้นจะมีการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน สวนในสังคมปกาเกอะญอ ประกอบด้วย
ก.       สวนครัว
เป็นสวนที่อยู่ในหมู่บ้านโดยปกติแล้วชนปกาเกอะญอ ทุกครอบครัวจะมีไว้สำหรับปลูกพืชผักสวนครัว เช่น พริก มะเขือ อ้อย เผือก ฟัก บวบ มะระ และอื่น ๆ
ข.       สวนในไร่ ปลายนา
เป็นสวนที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน แต่จะอยู่ใกล้กับพื้นที่ทำกิน เช่น นา ไร่เหล่า สวนประเภทนี้ชนปกาเกอะญอ ไม่สามารถมีได้ทุกครอบครัว พืชที่ปลูกในสวนเช่น กล้วย มะละกอ มะม่วง ขนุน เป็นต้น
ค.       สวนในหมู่บ้านร้าง
เป็นสวนที่เกิดจากการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นั้นมาก่อนโดยคนยุคนั้นได้ปลูกพืชผัก ผลไม้ยืนต้นเอาไว้ ดังนั้นหลังจากการละทิ้งหมู่บ้านหรือการอพยพไปตั้งหมู่บ้านที่อื่นไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม พันธุ์พืชเหล่านี้จะยังคงอยู่และมนุษย์จะใช้เป็นอาหารได้ตลอดไป โดยทั่วไปแล้วสวนบ้านร้างนี้ถือเป็นสวนส่วนรวมหรือสวนสาธารณะ ซึ่งทุกคนมีสิทธิในการเก็บผลผลิตได้โดยไม่มีใครแสดงความเป็นเจ้าของ[20]
3. การทำนา
ระบบการผลิตของชนปกาเกอะญอ นาถือเป็นสิ่งพึงปรารถนาของทุกคนเพราะนาเป็นพื้นที่ทำกินที่มีความแน่นอนด้านการให้ผลผลิต และถ้าใครมีนาถือได้ว่าบุคคลนั้นมีฐานะที่มั่นคงพอกินพอใช้ และเป็นคนมีหน้ามีตาในชุมชน สำหรับลักษณะการทำนาในสังคมปกาเกอะญอ เป็นนาแบบขั้นบันได จะอยู่ตามที่ราบลุ่มหุบเขา ริมแม่น้ำ ลำธาร ที่สามารถผันน้ำเข้าไปในพื้นที่นาได้
ก.       พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำนา
พิธีเลี้ยงผีเหมือง-ฝาย การผูกขวัญควาย พิธีผูกขวัญช้าง[21]
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
ความเชื่อแนวคิดของชุมชนทำให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยปฏิบัติตาม
กฎระเบียบข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามของชุมชนทำให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต่อชุมชนตลอดไป
                1. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
ก.       ป่าหวงห้ามที่มีวิญญาณชั่วสิงสถิต
ป่าหวงห้ามประเภทนี้เชื่อว่ามีจิตชั่วสิงสถิตหรือเป็นทางเดินผ่านของภูตผี ลักษณะป่าจะมีต้นไม้ที่ขนาดเท่า ๆ กันจำนวนมากและเป็นต้นไม้ที่โตเต็มที่แล้วไม่ใหญ่ขึ้นและเล็กลง คงขนาดไว้เท่านั้น มักเป็นป่าต้นน้ำลำธาร สัตว์เลี้ยงเช่นวัวและควายมักไม่เดินเข้าไป บริเวณป่านี้จะไม่มีใครกล้าเข้าไปทำไร่หรือแม้แต่ตัดต้นไม้สร้างบ้านประโยชน์อื่น หากหมู่บ้านใดเคารพยำเกรงป่าประเภทนี้อย่างเคร่งครัดเชื่อกันว่าจะทำให้มู่บ้านนั้นมีความร่มเย็นเป็นสุข แต่หากหมู่บ้านใดที่ฝ่าฝืนข้อห้าม เข้าไปทำไร่หรือตัดต้นไม้เพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นก็จะทำให้หมู่บ้านนั้นได้รับความทุกข์ร้อน หรือครอบครัวใดที่มีสมาชิกฝ่าฝืนก็จะทำให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งของครอบครัวนั้นเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตลง
ข.       ป่าเขาน้ำล้อม (เดะ หมื่อ เบอ)
ป่าเขาน้ำล้อมเป็นป่าที่อยู่บนเนินเขาที่มีลำห้วยสองสายไหลล้อมรอบและบรรจบกัน เชื่อกันว่าบนเนินเขาที่เป็นป่าประเภทนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยของภูตผี ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้และเข้าไปทำประโยชน์ในบริเวณนี้ บางหมู่บ้านจะมีป่าประเภทนี้หลายแห่ง แต่บางหมู่บ้านไม่มีเลย มีข้อห้ามว่าห้ามเข้าไปทำประโยชน์และใช้สอยใด ๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งหมู่บ้านจะไม่สามารถ
ทำได้เลยถือเป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด
ค.       ป่าที่ราบเขาล้อม (เดะ หมื่อ วอ)
ป่าต้นน้ำลำธารก็ดี ป่าที่ราบลุ่ม ลำห้วยที่มีเขาล้อมรอบก็ดีชนปกาเกอะญอถือเป็นเขต
ป่าหวงห้ามด้วยเช่นกัน เป็นป่าที่มีภูตผีเป็นเจ้าของ ไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง จึงมีการห้ามเข้าไปทำกิจกรรมใด ๆ  ทั้งสิ้น เช่น ห้ามทำไร่ ห้ามสร้างหมู่บ้าน ห้ามเบิกนาและห้ามนอนค้างคืน เป็นต้น
ง.       ต้นโพธิ์ ต้นไทร
ชนปกาเกอะญอ เชื่อว่าต้นโพธิ์ต้นไทรเป็นต้นไม้ของภูตผี โดยเฉพาะต้นโพธิ์ต้นไทรที่มีขนาดใหญ่และมีโพรง เพราะมักจะมีการนำศพทารกไปเก็บไว้ในโพรงโดยเชื่อว่าวิญญาณบรรพบุรุษคอยอยู่ที่นี่ ต้นโพธิ์ต้นไทรเป็นต้นไม้ที่ไม่เคยตายเลย เพราะก่อนต้นแม่จะตายก็จะลงรากบนดินและแตกหน่อใหม่เสียก่อน ต่อเมื่อหน่อเจริญเติบโตได้เองแล้ว ต้นแม่จะเหี่ยวเฉาและตายไป เชื่อกันว่าหากต้นโพธิ์ต้นไทรโค่นลงจะยังความวิเวกวังเวงแก่ลูกหลานยิ่งนัก ลูกหลานทั้งที่เป็นภูตผีและสัตว์ป่านานาพันธุ์ เพราะสัตว์ป่าเหล่านี้อาศัยต้นโพธิ์ต้นไทรเป็นแหล่งอาหารและความร่มเย็นเป็นสุข ด้วยเหตุนี้ชนปกาเกอะญอจะห้ามตัดต้นโพธิ์ต้นไทรอย่างเด็ดขาดเพราะหากตัดจะถือว่าได้ทำบาปต่อลูกหลานผู้อาศัย เชื่อกันว่าผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามจะไม่มีลูกหลานสืบตระกูลต่อไป
ต้นโพธิ์ต้นไทรจะอยู่ทุกหมู่บ้านและทุกแผ่นดิน หมู่บ้านใดแผ่นดินใดมีต้นโพธิ์ต้นไทรมากและผู้คนเคารพนับถืออย่างดีจะทำให้หมู่บ้านหรือแผ่นดินนั้นมีความสงบและร่มเย็นอย่างแท้จริง[22]
2. การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
ก.       แม่น้ำลำธาร
แม่น้ำลำธารทุกสายจะมีเจ้าของ ชนปกาเกอะญอเรียกว่า นา ทีหมายความว่า
วิญญาณน้ำหรือ ผีน้ำมนุษย์ต้องเคารพยำเกรงหากผู้ใดไม่เคารพยำเกรงแม่น้ำ อุจจาระปัสวะลงไปหรือตัดต้นไม้บริเวณต้นน้ำลำธาร นาทีจะลงโทษผู้นั้นโดยให้ล้มป่วยลง และผู้นั้นต้องทำพิธีขอขมาลาโทษต่อนาทีด้วยการฆ่าหมูหรือไก่มาเลี้ยง แต่ตรงกันข้ามหากเราเคารพยำเกรงท่าน ท่านก็จะคอยปกปักษ์คุ้มครองชีวิตเราให้มีความร่มเย็นเป็นสุขเช่นเดียวกัน
ข.       น้ำลอด (ที หนึ)
ลักษณะน้ำลอดคือลำห้วยหรือแม่น้ำที่ลอดเข้าถ้ำหรือภูเขาเข้าไป เชื่อกันว่าน้ำลอดนี้มีเจ้าของที่เป็นงูหรือภูตผีก็ได้ เจ้าของที่เป็นงูได้แก่งูเหลือมและพญานาคเป็นต้น หากเข้าไปในน้ำลอดแม้จะกล่าวคำหยาบหรือสาปแช่งอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่สามรารถทำได้เพราะถือเป็นข้อห้ามโดยเด็ดขาด
ค.       ตาน้ำผุด (นา อุ๊ หรู่)
ตาน้ำผุดเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำตามธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ บางแห่งใหญ่จนสามารถไหลลงมาเป็นลำห้วยได้เลย เป็นแหล่งกำเนิดของน้ำที่ชนปกาเกอะญอให้ความเคารพ
ยำเกรงเป็นอย่างยิ่ง บริเวณรอบ ๆ จะมีต้นไม้ขึ้นมากมาย ซึ่งทำให้มีความร่มเย็นและชุ่มชื้นตลอดทั้งปี ห้ามผู้ใดมารบกวนและทำลายต้นไม้ในบริเวณนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับความเจ็บไข้ได้ป่วยหรือล้มตายอย่างแน่นอน
ง.       โป่ง (มอ)
โป่งเป็นแหล่งธาตุอาหารประเภทเกลือของสัตว์ป่าหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น กระทิง ควายป่า กวาง เก้ง และแรด เป็นต้น ชนปกาเกอะญอจะเคารพยำเกรงและอนุรักษ์โป่งไว้อย่างดี ห้ามการตัดไม้บริเวณรอบ ๆ โป่ง ผู้ใดฝ่าฝืนก็ถือว่าผู้นั้นจะทำบาปต่อสัตว์ป่าที่มากินโป่งเหล่านั้น[23]
3. การอนุรักษ์สัตว์ป่า
สัตว์ป่าทุกชนิดเชื่อว่ามีเจ้าของคอยติดตามตัวและคอยคุ้มครองดูแล เจ้าของสัตว์ป่าเหล่านี้จะมีทั้งดุร้ายและไม่ดุร้ายทั้งที่ตระหนี่และใจดี โดยเฉพาะสัตว์ป่าขนาดใหญ่เจ้าของจะดูแลคุ้มครองเป็นพิเศษไม่ให้มนุษย์ล่าเนื้อ เช่นยิงไม่ออกแม้ยิงออกแต่ไม่ถูก เชื่อกันว่าเจ้าของคือภูตผีที่ขี่หลังติดตามตัวตลอดทุกเมื่อเชื่อวัน สัตว์ป่าเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น หมู่ป่าตัวผู้ หมี เสือ แรด ช้างป่า เก้ง กวาง เลียงผาและหมี เป็นต้น เจ้าของสัตว์ป่าเหล่านี้ชนปกาเกอะญอเชื่อว่ามนุษย์เคารพท่านและท่านก็จะเคารพมนุษย์ด้วยเช่นเดียวกัน[24]
การดูแลรักษาสุขภาพ
การใช้สมุนไพร การเสี่ยงทาย การทำนายและการใช้คาถา เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค ป้องกันและการรักษาโรควิธีหนึ่งของชนปกาเกอะญอ[25]
1. ระบบความเชื่อที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ
ชนปกาเกอะญอ เชื่อว่าคนเราจะมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ได้นั้นขึ้นอยู่กับสภาพของขวัญ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 37 ขวัญ คือถ้าคนใดมีขวัญอยู่กับเนื้อกับตัวหรือขวัญแข็ง จะทำให้มีสุภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ส่วนคนที่มีขวัญอ่อนหรือขวัญหนีไปไม่อยู่กับตัว หรือทำผิดกฎทำให้เจ้าที่เจ้าทาง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงโทษทำให้เกิดการเจ็บป่วยลงไป[26]
2. ระบบความเชื่อที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วย
สาเหตุของการเจ็บป่วยทุกชนิดเชื่อว่าเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ ประการแรกเกิดจากการทำของผีซึ่งเป็นผีร้าย ผีตายโหง ผีหิวโหย จับเอาขวัญไปเป็นตัวประกันเพื่อแลกเปลี่ยนกับอาหารของเครื่องเซ่นไหว้ของตน ประการที่สองเกิดจากการพฤติกรรมของมนุษย์เอง เช่น การบริโภคอาหารที่มีพิษทำให้เกิดโรคได้ การผิดกฎจารีตของสังคม ครอบครัว ทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองหมู่บ้านลงโทษ ดังนั้นชนปกาเกอะญอปกาเกอะญะ ได้แบ่งสาเหตุการเจ็บป่วยออกเป็น 2 ประเภท
                2.1 การเจ็บป่วยสาเหตุมาจากการกระทำของผี
.  การเจ็บป่วยแบบฉับพลัน
การเจ็บป่วยประเภทนี้เชื่อว่าเป็นการทำของผีร้ายประเภทต่าง ๆ ซึ่งมีวิธีการรักษาโดยการไปหาผู้เสี่ยงทาย(คนทรง) เรียกว่า เซอะ หระ ก่า ต่าเพื่อดูเมื่อว่าถูกผีตนไหนกระทำจับขวัญไปเมื่อไร ที่ไหน ต้องการอะไร หลังจากนั้นจะเลือกวิธีการรักษา ซึ่งมีวิธีการรักษาดังนี้
หวี่ ต่า เชื่อว่าผีก๊ะป่าออกไปหากินและจับขวัญของผู้ป่วยไว้ ดังนั้นจะต้องนำอาหารไปแลกเพื่อให้ขวัญกลับมาอยู่กับตัวดังเดิม
เซอ ต่า (การส่งสะตวง) เชื่อว่าผีตายโหงชนปกาเกอะญอเชื่อว่าเป็นวิญญาณหิวโซ ต้องการอาหารและจับขวัญคนป่วยไป ดังนั้นก็ต้องเอาของต่าง ๆ ไปไหว้ผี
เคลาะ แกว๊ะ ต่า เชื่อว่าผีช้างผีม้า จับขวัญคนป่วยต้องไปแลกด้วยข้าวเปลือก ข้าวสารขมิ้น ส้มป่อย เศษหม้อดิน ขนไก่ เปลือกไข่
ต่า ต่อ เส่ เชื่อว่าผีก๊ะป่าจับขวัญของคนป่วยไปดังนั้นต้องนำอาหารสิ่งของไปแลกหรือ
ไถ่คืนมา
ข.       การเจ็บป่วยแบบค่อยเป็นค่อยไป
การเจ็บป่วยในลักษณะนี้เชื่อว่า เป็นการกระทำของผีเช่นกัน แต่อาการนั้นจะไม่ปรากฏทันทีทันใด แต่อาการจะเกิดขึ้นทีละน้อย เช่นเจ็บตา เจ็บข้อมือข้อเท้า รวมทั้งอาการไม่เป็นปกติของสภาพจิตใจ เช่น ไม่อยากกลับไปอยู่บ้าน พูดเพ้อเจ้อ นอนละเมอ เลอะเลือน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไม่มีแรงทำงานเป็นต้น การรักษานั้นเริ่มจากการไปหาเซอะ หระ ก่า ต่า (คนทรง) ในหมู่บ้านเพื่อค้นหาสาเหตุและมีวิธีการรักษาดังนี้
แบล ถ่อ ที (การโรยข้าวสารทิ้งไข่ลงในน้ำ) เป็นวิธีการรักษาตามความเชื่อว่าที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของผีน้ำที่เรียกว่า  นา ที ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากผู้ป่วยไปรบกวนนาทีทำให้นาทีไม่สบายดังนั้นนาทีก็ทำให้ผู้ป่วยไม่สบายด้วย
กี่ ฉู่ จือ (การมัดมือ) เชื่อว่าผีป่าจับขวัญไปโดยผู้ป่วยจะมีอาการในสภาพขวัญหนีจิตใจไม่ปกติ ฟุ้งซ่าน ละเมอ อาการอ่อนเพลีย จึงทำการมัดมือเพื่อให้ขวัญกลับมาอยู่กับผู้ป่วยหรือทำให้ขวัญแข็งขึ้น (มีความมั่นใจมากขึ้น)
ต่า แกว๊ะ พือ เชื่อว่าวิญญาณของพ่อแม่ที่ตายแล้วจับเอาขวัญไปอยู่ในปลือก่อ
(โลกแห่งวิญญาณ) ดังนั้นจะต้องเตรียมเหล้า ข้าวต้ม เหล็กงอ ลูกปัด ไก่ 1 คู่ (ตัวผู้ ตัวเมีย) ไปทำพิธีที่เส่ ฆะ ทิ (ต้นไม้ที่ตายแล้ว) หลังจากนั้นกลับไปมัดมือผู้ป่วยที่บ้านวิธีการรักษาแบบนี้จะทำให้สำหรับคนอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
2.2 การเจ็บป่วยจากเชื้อโรค ของมีพิษ และอุบัติเหตุ
การเจ็บป่วยประเภทนี้เชื่อว่าสาเหตุจากพฤติกรรมของมนุษย์โดยแยกออกได้ดังนี้
เกิดจากการรับประทานอาหารโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรืออาหารที่มีพิษทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้น
                เจ็บท้อง แน่นท้อง เกิดจากการรับประทานอาหารที่ผิดเวลา
                ท้องร่วง ( ลู ) เชื่อว่าเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรค เช่น อาหารบูด อาหารที่เสียแล้ว
                (แจวะ) เชื่อว่าเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีพิษร้ายแรง เช่น เห็ด อาการของคนป่วยอาเจียนและท้องร่วงอย่างรุนแรง
ก.       เกิดจากการทำผิดกฎของหมู่บ้าน สังคม
 เช่น การผิดลูกเมียผู้อื่น ทำให้ผู้ป่วยหรือญาติพี่น้องผู้ป่วยเองไม่สบายหรือแม้คนในชุมชนเองเจ็บป่วยก็เป็นได้
ข.       เกิดจากการกระทำผิดกฎของระบบทำมาหากินที่เรียกว่า ถิ
ถิแปลว่า หนีบหรือทับ ทำให้เจ้าของไร่ นา ไม่สบายซึ่งในบางรายถึงกับชีวิต
ค.       เกิดจากการกระทำผิดกฎบรรพบุรุษ
เชื่อว่า ซิ โข่ หมื่อ ฆา หรือผีบรรพบุรุษถูกกระตุ้นจากผีร้ายญาติ (นาจิ๊ นา จิ๊ เทาะ)ให้ไปรบกวนทำให้ลูกหลานเจ็บป่วยลง จึงต้องทำพิธีเอาะ บก๊ะ[27]
3. วิธีการรักษาอาการเจ็บป่วย
ประเภทของหมอพื้นบ้าน
คำว่าหมอในภาษาชนปกาเกอะญอ นั้นจะไม่มีคำแปลโดยตรง แต่จะมีความหมายที่ตรงกับผู้รู้ ผู้ชำนาญหรือผู้มีญาณพิเศษ ในแต่ละด้านเรียกว่า เซอะ หระซึ่งแปลว่า ครูหรืออาจารย์ ในที่นี้หมายถึงผู้มีความรู้ความสามารถที่จะรักษาผู้ป่วยได้ ดังนั้นจาการศึกษาสามารถจำแนกออกได้ดังนี้
ก.       กลุ่มเซอะ หระ ก่า ต่า
เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถในการเสี่ยงทาย ทำนายทายทัก หาสาเหตุของการเจ็บป่วยที่เชื่อว่ามาจากภูตผี เช่น อาการปวดหัว เจ็บข้อมือข้อเท้าอาการหน้ามืดตาลาย ดังนั้นคนไข้หรือญาติจะไปหา เซอะ หระ ก่า ต่า ในหมู่บ้านเพื่อทำนายหาสาเหตุ โดยใช้เทคนิควิธีการ
หลายอย่าง เช่น ข้าวสารหรือข้าวหรือผ้า
ข.       เซอะ หระ แก เลาะ ต่า
                เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถในด้าน การรักษาอาการของคนไข้ ประกอบด้วย
กลุ่มหมอยาสมุนไพร กลุ่มนี้จะมีความรู้ ความสามารถในการใช้ยาสมุนไพร บางคนก็มีความรู้ด้านคาถาอาคมด้วย เพราะในการรักษาคนไข้นั้นจะให้ยาสมุนไพร และคาถาอาคมควบคู่ไปด้วยกัน
กลุ่มหมอประเภทบีบ นวด จับชีพจร (จือ เซ) กลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย คือ หมอตำแย
จะมีความสามารถในการทำคลอดทารก หมอจับเส้นบีบนวด เป็นผู้รู้ด้านการบีบนวดเส้นเอ็น อาการเคล็ดขัดยอก และหมอจับชีพจร เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการจับชีพจรแต่ใช้ควบคู่ไปกับคาถาอาคมในการวินิจฉัยโรคหรืออาการเจ็บป่วย
ค.       หมอผี (คนเข้าทรง)
เป็นผู้มีที่มีความรู้ความสามารถด้านการใช้คาถาอาคมโดยเฉพาะ ประกอบด้วย
เซอะ หระ  ป๊ะ ต่า จะรักษาคนไข้ที่ผีจับเอาขวัญไป
เซอะ หระ หวี่ โดะ ต่า จะรักษาคนไข้ที่มีสุขภาพอ่อนแอที่เชื่อว่าผีป่าจับขวัญคนป่วยไป[28]
4. การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยอาการโรคของกลุ่มหมอต่าง ๆ นั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา จะเห็นได้ว่ากลุ่มหมอพื้นบ้านที่มีความรู้ด้านการจับเส้นเอ็น บีบนวด จะวินิจฉัยโรคโดยอาศัยการสังเกตอาการของโรค หมอผีจะวินิจฉัยโรค โดยอาศัยคาถาอาคม การจับชีพจรผู้ป่วยและเครื่องมือ อุปกรณ์พื้นบ้านช่วย หมอสมุนไพรจะวินิจฉัยโรคโดยการสังเกตอาการของผู้ป่วยว่าเป็นอะไรที่ผ่านมาได้ทำอะไรบ้าง และอาศัยประสบการณ์ของหมอพื้นบ้าน[29]
5. วิธีดูแลรักษาสุขภาพ
การรักษาอาการเจ็บป่วยของหมอพื้นบ้านแต่ละคน แต่ละประเภทจะใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และระบบความเชื่อที่มีฝีมือการปรุงยาซึ่งชนปกาเกอะญอเอามารักษากับอาการการเจ็บ ป่วย ซึ่งว่าคนเราแต่ละคนจะมีโชคชะตาราศีที่ไม่ตรงกันไม่เหมือนกัน ดังนั้นหมอพื้นบ้านแต่ละคนไม่สามารถรักษาคนไข้ให้หายได้ทุกคน คือหมอพื้นบ้านคนหนึ่งอาจรักษาคนป่วยคนหนึ่งให้หายได้ก็ได้ แต่กับคนป่วยอีกคนหนึ่งอาจรักษาไม่หาย ดังนั้นวิธีการรักษาอาจจะมี
หลายรูปแบบหลายวิธีการดังนี้
ก.       การรักษาด้านร่างกาย
การรักษาด้านร่างกาย หมายถึง การรักษาอาการของโรคของคนป่วยที่เกิดจากทั้งภายนอกภายใน ซึ่งสาเหตุของโรคมาจากหลายสาเหตุ เช่น เชื้อโรค อุบัติเหตุ และอื่น ๆ วิธีการรักษานั้น
หมอพื้นบ้านใช้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถและระบบความเชื่อของหมอพื้นบ้านซึ่งสามารถแยกวิธีออกเป็นดังนี้
การรักษาด้วยยาสมุนไพร ตัวยาสมุนไพรที่ใช้ได้มาจากพืช สัตว์ แร่ธาตุ และพลังงาน การรักษาจะมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับลักษณะและรูปแบบของการเจ็บป่วยดังตัวอย่าง
          .    อาการช้ำใน รักษาโดยการต้มยาให้ดื่ม
ข.       อาการฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก รักษาโดยการนวด การพอกยา
ค.       อาการท้องเสีย กินอาหารพิษ รักษาโดยให้รับประทานยาสมุนไพร
ง.       อาการฟื้นไข้ ผู้หญิงหลังคลอดลูก รักษาโดยการอบไอน้ำสมุนไพร เป็นต้น
สมุนไพรที่รักษาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้มาจาก ทั้งสัตว์ แร่ธาตุ และพลังงานการักษา ตัวอย่างเช่น
จ.       สมุนไพรที่ได้จากพืช เช่น ว่านชนิดต่าง ๆ ขิง ขมิ้น
ฉ.      สมุนไพรที่ได้จากสัตว์ เช่น เขากวาง ก้างปลา กระเพาะตัวนิ่ม
ช.      สมุนไพรที่ได้จากแร่ธาตุ เช่น ดิน จอมปลวก
ซ.      สมุนไพรที่ได้จากพลังงาน เช่น การเผาก้อนหินให้ร้อน
การรักษาโดยการใช้คาถาอาคม หมอพื้นบ้านบางคนมีความสามารถด้านคาถาอาคมโดยเฉพาะ ดังนั้น กลุ่มนี้จะใช้คาถาอาคมในการรักษาโรค ซึ่งสามารถรักษาโรคที่เกิดจากทั้งภายนอกและภายในร่างกายดังตัวอยางดังนี้
ก.       คาถาใช้รักษาอาการปวดหัว
ข.       คาถาใช้รักษาอาการโรคงูสะหวัด
ค.       คาถาใช้รักษาแผลสด จากอุบัติเหตุ
ง.       คาถาใช้รักษาอาการช้ำใน เลือดตกในจากอุบัติเหตุ เป็นต้น
การรักษาโดยใช้คาถาอาคมและยาสมุนไพร โดยปกติแล้วคนที่เป็นหมอพื้นบ้านที่เป็นผู้ชายทุกคนจะมีความรู้ความสามารถทั้งตัวยาสมุนไพร และคาถาอาคม ดังนั้นหลายครั้งจะมีการรักษาโดยใช้ทั้งสองแบบควบคู่กันไป เช่นกระดูกหัก จะมีการใช้ยาสมุนไพรและคาถาอาคมพร้อม ๆ กันไปกับการรักษาโดยการจับเส้น บีบนวดซึ่งเป็นการรักษา อาการเคล็ด ขัดยอก ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ข.       การรักษาด้านจิตใจ
การรักษาด้านจิตเป็นการรักษาอาการของคนไข้ที่ใช้ภูมิปัญญาองค์ความรู้และความเชื่อเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่คนไข้ เพื่อให้สามารถต่อสู้กับโรคภัยได้  ในระบบหมอพื้นบ้านของชน
ปกาเกอะญอ พอสรุปได้ดังนี้
ก.       ต่า กี่ จือ (การมัดมือ) เป็นการรักษาคนไข้ที่มีอาการอ่อนเพลีย การฟื้นไข้หรือสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ
                .   ต่า เก๊าะ เก่อ ลา (การเรียกขวัญ) เป็นการักษาคนไข้ตามความเชื่อว่าขวัญไม่อยู่                       กับ เนื้อกับตัว หนีไป เนื่องจากสาเหตุ การตกใจ การสะดุ้งอย่างรุนแรง
ค.       ต่า แกวะ พือ เป็นการรักษาคนไข้ที่มีอายุมากแล้วที่อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารและสภาพจิตใจไม่ปกติ ซึ่งเชื่อว่าพ่อแม่ที่ตายแล้วนำ เก่อ ลา ไปที่ยมโลก หมายถึง ปลือก่อ
ง.       ต่า เดาะ หลื่อ เป็นการรักษาคนไข้ที่มีอาการหนักมาก โดยเชื่อว่าวิญญาณของคนไข้ไปอยู่ที่ ปลือ ก่อ แล้ว
จ.       การลงผีเจ้านายและการเซ่นไหว้ด้วยวิธีต่าง ๆ
                .   ข้อห้ามและข้อปฏิบัติ
ขณะรักษาด้วยหมอสมุนไพรหรือหมอพื้นบ้านบางคนจะมีการห้ามและข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยที่ต้องอดอาหารบางประเภท เช่น เนื้อสัตว์บางชนิดที่มีกลิ่นแรง (ต่า เนอ ปก่า) เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อแพะ เป็นต้น พืชบางชนิด เช่น ฟักทอง ส่วนข้อปฏิบัติหลังรักษาเสร็จแล้วนั้น ผู้ป่วยทุกคนต้องมาดำหัวให้หมอพื้นบ้าน อันเป็นความกตัญญู ความเคารพ
ค.       ภูมิหลังของการดูแลรักษาสุขภาพ
จากความเชื่อที่ว่าการเจ็บป่วยเกิดจากการกระทำของผี คือผีจับเอาขวัญมนุษย์ไปหรือมาจากการละเมิดกฎจารีตของสังคม ถูกเจ้าที่เจ้าทางลงโทษทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น ดังนั้นการรักษาคนไข้หมอพื้นบ้านอาจมีวิธีการรักษาหลายวิธี และคนไข้บางคนอาจใช้หมอรักษาหลายคนการเจ็บป่วยจึงหาย ทั้งนี้ชนปกาเกอะญอ เชื่ออีกว่า คนเราแต่ละคนจะมีจิตผูกพันธ์ในระดับที่แตกต่างกัน
ง.       การดูแลรักษาสุขภาพของผู้หญิงตั้งครรภ์
ในด้านการดูแลรักษาสุขภาพให้มีความแข็งแรงนั้นได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จาก
บรรพบุรุษเดิมเช่นเดียวกับชนเผ่าอื่น ๆ คือเริ่มตั้งแต่เด็กที่อยู่ในท้องมารดาจนถึงวัยชราภาพ ซึ่งจะเห็นได้จากจะมีข้อห้ามและข้อพึงปฏิบัติทั้งบิดา มารดาจะมีข้อห้ามและข้อปฏิบัติดังนี้
ก.       ข้อห้ามของมารดาช่วงขณะตั้งครรถ์
ห้ามกินตัวอ่อนของตัวต่อ
ห้ามกินอาหารที่มียาง เช่น เผือก ขนุน
ห้ามกินเนื้อหมูป่าและสัตว์ที่ถูกเสือกัดตาย
ห้ามนอนหลับมากเกินไปและทำงานหนักเกินไป
ข.       ข้อห้ามสำหรับบิดา
ห้ามทะเลาะกับผู้อื่น
ห้ามมีคดีความฟ้องร้อง
ห้ามดุด่าลูกเมีย
ห้ามล่าสัตว์บางชนิดและกินเนื้อสัตว์ป่าที่คนล่าได้
ห้ามเข้าใกล้เตาตีเหล็ก
ค.       ข้อสำหรับบิดามารดา
มารดาให้กินผักบำรุงร่างกาย รักษาความสะอาด ทำงานให้มีความพอเหมาะ และรักษาอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ สำหรับบิดาให้รักษาอารมณ์ จิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ และจัดอาหารให้เหมาะสมแก่ภรรยา[30]
                6. ความหมายและประโยชน์ของการเสี่ยงทาย
                การดูดวงชะตาหมายความว่าหลายครั้งชีวิตการทำมาหากินและความเป็นอยู่ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังเอาไว้ และซ้ำร้ายไปกว่านั้นชีวิตต้องพบกับอุปสรรคเกินกว่าที่เราแก้ปัญหาและ
ทำใจยอมรับได้ เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะต้องหาทางออกด้วยการไปหาผู้ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน และผู้นั้นก็ให้คำแนะนำหรือเตือนเราให้ระวังสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่จะเกิดขึ้น การปฏิบัติเช่นนี้หลายครั้งและหลายคนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้
                การเสี่ยงทายแยกได้หลายประเภทตามวัตถุประสงค์ เช่น การเสี่ยงทายสำหรับคนป่วย การเสี่ยงทายสำหรับการทำมาหากิน การเสี่ยงทายสำหรับสัตว์เลี้ยงหาย การเสี่ยงทายสำหรับล่าสัตว์ป่า การสี่ยงทายสำหรับการเดินทาง และการเสี่ยงทายเพื่อดูขวัญว่าอ่อนหรือแข็ง เป็นต้น เรื่องราวจะเป็นเป็นอย่างไรหรือจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตก็จะปรากฏออกมาในการเสี่ยงทายทั้งสิ้น
                นอกจากการเสี่ยงทายจะแยกตามวัตถุประสงค์แล้วยังสามารถแยกได้ตามวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเสี่ยงทายได้ด้วย
7.ประเภทของการเสี่ยงทาย
การเสี่ยงทายด้วยกระดูกไก่ การเสี่ยงทายด้วยกระดูกไก่สามารถเสี่ยงทายได้ทั้งสำหรับการเจ็บป่วย ทรัพย์สมบัติหรือสิ่งของใด ๆ หาย การทำมาหากินและอื่น ๆ อีกหลายอย่างหรืออาจจะเรียกได้ว่าใช้ในพิธีเสี่ยงทายได้เกือบทุกประเภทชนปกาเกอะญอเชื่อว่าไก่เป็นสัตว์ที่มีญาณมองเห็นการณ์ไกลกว่าสัตว์อื่น ๆ การเสี่ยงทายด้วยกระดูกไก่นั้นจะนำกระดูกโคนขาไก่สองข้างมาขูดพอเป็นรู จากนั้นก็จะนำซี่ไม้ไผ่เล็ก ๆ สองอันเสียบลงไปที่รูกระดูกไก่นั้น วางลงบนพื้นให้อยู่ในระดับเดียวกันและสังเกตความลาดเอียงของซี่ไม้ไผ่จะมีความแตกต่างกันไป ผู้ทำพิธีก็จะใช้ความลาดเอียงนี้เป็นเกณฑ์ในการทำนาย
การเสี่ยงทายด้วยไข่ไก่ การเสี่ยงทายด้วยไข่ไก่ส่วนใหญ่จะใช้กับคนเจ็บป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนป่วยที่มีอาการหนัก ๆ การทำพิธีเพื่อดูว่าสาเหตุของอาการป่วยนี้มาจากไหน ขั้นตอน
การทำพิธีไม่ยุ่งยากมากนัก ผู้ทำพิธีจะนำไข่มาหนึ่งฟอง เป่าโดยใช้คาถา จากนั้นก็จะทุบแตกและหยอดลงในถ้วย และจะสังเกตว่าลักษณะของไข่เป็นเช่นไร ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีเลือดปนอยู่ มีก้อนเนื้อปนอยู่ ไข่ขาวและไข่แดงคลุกเคล้ากันทั้งฟอง เป็นต้น ซึ่งผู้ทำพิธีก็จะรู้ว่าลักษณะไข่ที่ผิดปกติเหล่านี้ได้บ่งบอกถึงอะไร
การเสี่ยงทายด้วยข้าวสาร การเสี่ยงทายด้วยข้าวสารเป็นการเสี่ยงทายเพื่อหาหมอที่ถูก
ชะตากรรมกับคนป่วยและสามารถรักษาคนป่วยให้หายจากโรคได้ เพราะเชื่อว่าคนแต่ละคนจะมีหมอประจำของตนเอง หมอคนอื่นจะไม่สามารถรักษาให้หายจากโรคได้ ด้วยเหตุนี้คนทำ
พิธีเสี่ยงทายมักจะรู้จักหมอหลาย ๆ คน หลักการก็คือหมอคนใดที่ผู้ทำพิธีเรียกชื่อขณะหยิบเม็ดข้าวสารขึ้นมาและได้เป็นคู่ทั้งสามครั้งแสดงว่าหมอผู้นั้นจะรักษาคนป่วยให้หายจากโรคได้ หากไม่เป็นไปตามนี้ก็จะหยิบข้าวสารและเรียกชื่อหมออื่นจนกว่าจะได้หมอที่เข้าหลักการดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
การเสี่ยงทายด้วยด้วยใบไม้ การเสี่ยงทายด้วยใบไม้ส่วนใหญ่จะเสี่ยงทายสำหรับการเลือกสถานที่ที่จะไปหาของป่า เช่น จับปลา ล่าสัตว์ เป็นต้น หากการเสี่ยงทายบ่งชี้ว่าสถานที่ใดเมื่อไป
แล้วจะได้อาหารกลับมาก็จะเลือกไปที่นั่น ขั้นตอนการทำพิธีคือผู้ทำพิธีจะเด็ดใบไม้มาแล้วยื่นออกไปทางทิศใดทิศหนึ่งและสังเกตว่าใบไม้มีลักษณะอาการเช่นไรและได้บ่งชี้อะไร หากบ่งชี้ว่าไปแล้วดีก็จะไปที่นั่น แต่หากบ่งชี้ว่าไปแล้วไม่ดีก็จะเด็ดใบไม้ใหม่และยื่นไปในทิศใหม่ จะกระทำเช่นนี้จนกว่าจะได้สถานที่ที่น่าพอใจ
                การเสี่ยงทายด้วยการจับชีพจร คือจับชีพจรเพื่อตรวจลักษณะการเต้นของหัวใจของผู้ป่วย ผู้ป่วยบางคนจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยอ่อน เมื่อยล้าหรือเบื่อหน่ายอาหาร โดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ทำพิธีจะจับชีพจรของผู้ป่วยและสามารถบอกได้ว่าอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากอะไร และจะต้องรักษาด้วยวิธีใด เช่น ผูกเรียกขวัญ สะเดาะเคราะห์ เป็นต้น[31]
ศิลป - วัฒนธรรม - วรรณกรรม
                ศิลปะวัฒนธรรมและวรรณกรรมเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าซึ่งมีคุณค่าและมีความสำคัญต่อวิถีชีวิต ควรมีการอนุรักษ์ไว้สืบไป ในที่นี้จะกล่าวถึง ภาษา
การแต่งกายและดนตรี[32]
                1. ภาษา
                ชนปกาเกอะญอ เป็นกลุ่มชนเผ่าที่มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเองนอกจากนี้แล้วยังมีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมเป็นของตนเองซึ่งได้รับการถ่ายถอดจากบรรพบุรุษในอดีตในรูปแบบของการเล่าขานกันมา และจากประสบการณ์ในการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับการจดบันทึกประวัติศาสตร์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น ชนปกาเกอะญอใช้ตัวอักษรตระกูลเดียวกับตัวหนังสือพม่า โดยเรียกตัวหนังสือประเภทนี้ว่า ลิ วาส่วนในประเทศไทยมีมิสชันนารีชาว
ผรั่งเศสได้พัฒนารูปแบบภาษาเขียนจากตัวอักษรโรมันประเภทนี้เรียกว่า ลิ โร เหม่ [33]
                2. การแต่งกาย
                ชนปกาเกอะญอ ในแต่ละกลุ่มจะมีเครื่องแต่งกายที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวในด้านสีสัน แต่รูปแบบลักษณะการแต่งกายจะเหมือนกันคือผู้ชายจะนิยมใส่เสื้อทอสีแดงเรียกว่า เช กอใส่กางเกงขาทรงกระบอก ส่วนผู้หญิงที่เป็นโสดจะใส่เสื้อทอทรงกระบอกสีขาวเรียกว่า เช ว่า
ชนปกาเกอะญอทางฝั่งพม่าจะมีหลากสีมากกว่า จะมีทั้งสีขาวและสีแดง ส่วนผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะใส่ผ้าซิ่นทอใส่เสื้อทอสีดำหรือสีแดง ซึ่งจะใส่สีที่กลมกลมกัน บนเสื้อจะมีการประดับด้วย
ลูกเดือยหรือปักด้วยด้ายหลากสีในลวดลายชนิดต่าง ๆ ซึ่งแต่ละชนิดจะเลียนแบบจากธรรมชาติ ซึ่งมีการเรียกชื่อเฉพาะโดยจะให้ความรู้สึกและอารมณ์ที่แตกต่างกันไป[34]
                3. ดนตรี
ก.       ซอ ระนาด (เสอะ เลาะ ปอกุ๊)
ซอ ระนาดเป็นเครื่องดนตรีตั้งเดิมของชนปกาเกอะญอชนิดหนึ่ง ทำขึ้นมาเองด้วยกระบอกไม้ไผ่หรือกะลาน้ำเต้า คันซอทำด้วยไม้ไผ่ สายซอทำด้วยใยกาบกล้วย และสีทำด้วยเส้นผมของผู้หญิงหรือหางม้า ชนปกาเกอะญอจะมีซอและขับลำนำไปด้วย ผู้ที่เชี่ยวชาญการสีซอนั้น เสียงซอของเขาจะคล้อยตามบทลำนำที่ขับเมื่อได้ยินแล้วจะมีความไพเราะยิ่งนัก
ข.       กลองมโหระทึก (โกละ)
โกละ เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่มีราคาค่อนข้างแพง จะใช้ในงานประเพณีต่าง ๆ เช่น ประเพณีขึ้นปีใหม่ ประเพณีงานศพ เป็นต้น เมื่อตีเสียงจะก้องดังทั่วหมู่บ้าน ไม่นิยมตีอย่างพร่ำเพรื่อ แต่จะตีในโอกาสสำคัญและจำเป็นเท่านั้น สามารถตีได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หากหมู่บ้านใดมีกลองมโหระทึกประจำอยู่ เชื่อกันว่าหมู่บ้านนั้นจะมีความร่มเย็นเป็นสุข
ค.       พิณเตหน่า (เตหน่า)
เตหน่า เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งของชนปกาเกอะญอที่มีมาแต่โบราณเช่นกันมีลักษณะคล้ายพิณ ฐานทำด้วยขอนไม้ที่แกะเป็นรูกลวง คันจะมีลักษณะโค้งงอเข้าหาตัวเอง ระหว่างฐานและคันก็จะขึงสายซึ่งมีทั้งหมด 6 เส้น แต่บางคนทำ 7 เส้น หรือ 9 เส้นหรือ 12 เส้นก็มี การดีดจะดีดร่วมกับการขับลำนำ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญการดีดพิณเสียงของเขาจะมีหลากหลาย ซึ่งมีความไพเราะเป็นอย่างยิ่ง เตหน่าสามารถเล่นได้ในทุกโอกาส ไม่จำกัดเฉพาะโอกาสงานประเพณีสำคัญ ๆ เท่านั้น
ง.       ฆ้อง ฉิ่ง กลอง (โม จว๊ะ เดอ)
ฆ้อง (โม) เป็นเครื่องดนตรีที่ไม่ใช่ชนปกาเกอะญอทำขึ้นเอง แต่รับเอามาจากพวกมอญ เพราะพวกมอญและชนปกาเกอะญอเป็นชนชาติที่สายเลือดใกล้เคียงกันและอาศัยอยู่ในถิ่นแดนเดียวกัน และเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาก่อน
ฉิ่ง ฉาบ (จว๊ะ) เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีกระทบกัน ฉาบหนึ่งชุดจะมีอยู่สองข้าง ทำมาจากทองแดงผสมเหล็กเป็นเครื่องดนตรีที่มาจากพวกมอญเช่นกัน
กลอง (เดอ) เป็นเครื่องดนตรีที่ทำมาจากไม้แกะเป็นรูปกลวง และขึงหนังกลองด้วยหนังวัว หรือแพะ เป็นต้น เป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ชนปกาเกอะญอสามารถผลิตขึ้นมาด้วยตนเอง มีลักษณะกลมกลวง เรียงลงไปในส่วนหางและบานออกที่สุดปลายหาง ส่วนหัวจะขึงด้วยหนังสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ตีให้มีเสียงดัง
โม จว๊ะ เดอ ปกติจะใช้เล่นในวงเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ต้องผสมโรงเล่นด้วยกันตลอดไป จะขาดประเภทใดประเภทหนึ่งไม่ได้ ใช้เล่นบางโอกาสในงานประเพณีสำคัญ ๆ เช่น ประเพณีขึ้นปีใหม่ พิธีเลี้ยงเจดีย์ เป็นต้น แต่ที่นิยมเล่นกันมากที่สุดคือประเพณีมงคลสมรส
จ.       แตร ปี่ ไม้ทำเสียง (แกว ปี๊ ส่อ เฆ)
แกว ปี๊ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า แกว อาจทำมาจากเขาหรืองาหรือสัตว์ ไม้ เช่น งาช้าง เขาควาย เขาวัว เขาเลียงผาก็ได้ เชื่อกันว่าแกวที่ทำด้วยเขาควายแม่ที่ตายขณะตั้งครรภ์อยู่นั้น เมื่อเดินเป่าวนรอบไร่สามรอบควายจะไม่ลอดรั้วเข้าไปกินข้าวในไร่เลย โดยปกติแล้วจะใช้เป่าขณะเดินทางไปทำงานตามท้องไร่ท้องนา ในฤดูเก็บเกี่ยวข้าวระหว่างเดือนพฤศจิกายน หากได้ยินเสียงทุกคนก็จะรับรู้ว่าถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ชายหนุ่มบางคนไปทำงานโดยไม่มีเพื่อนร่วมเดินทางก็จะเอาแกวนี่แหละเป็เพื่อนทดแทน
ปี๊ เป็นเครื่องดนตรีที่ทำมาจากไม้ไผ่ ใช้เป่าในโอกาสทั่ว ๆ ไปและทุกเพศทุกวัยสามารถเป่าได้ ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถเป่าได้หลายหลากเสียง เมื่อเป่าปี่จะไม่นิยมขับลำนำตามไปด้วย สำหรับ
ส่อ เฆ  ทำมาจากไม้ไผ่เช่นกัน เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า และดีด ในเวลาเดียวกัน เล่นได้ในโอกาสทั่ว ๆ ไป และทุกเพศทุกวัยสามารถเล่นได้
ฉ.      การรำดาบและหอก (ศิลปกการป้องกันตัว)
ศิลปะการร่ายรำดาบและหอกจะมีลายหลายแบบทั้งง่ายและยาก บางคนร่ายรำได้สองสามลาย แต่บางคนที่เก่งสามารถร่ายรำได้หลายลายและใช้ดาบถึงสามสี่เล่ม ลายการร่ายรำดาบและหอกเรียกชื่อหลายอย่าง เช่น ลายหมี ลายป้องกันตน และลายฟันคู่ต่อสู้ เป็นต้น การฝึกร่ายรำดาบและหอกต้องไปฝึกกับอาจารย์ใหญ่ที่มากด้วยวิชาความรู้ในด้านนี้ ผู้ฝึกจะต้องอยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และต้องเสียค่าฝึกตามขั้นที่ผู้ฝึกตั้งไว้ ซึ่งปกติจะตั้งไว้ไม่แพงมากนัก เพราะจะไม่ถือว่าเป็นเรื่องธุรกิจการค้า แต่เป็นวิชาความรู้ที่จะต้องถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังต่อ ๆ ไป[35]
ระบบความเชื่อและศาสนา
ระบบความเชื่อและศาสนาของชนเผ่าปกาเกอะญอ มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชนเผ่า ชนปกาเกอญอมีความเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่บนโลก จะมีเจ้าของปกปัก ดูแลรักษา เช่น ภูเขาแต่ละลูก สายน้ำแต่ละสาย ผืนป่าแต่ละผืน จะมีเจ้าของอยู่ ชนปกาเกอะญอจะเรียกว่า ที เก่อ จ่า” (เจ้าของน้ำ) “ก่อ เกอ จ่า” (เจ้าของแผ่นดิน/ประกาศอาณาเขต)[36]
1. ความเชื่อเกี่ยวกับการเกิดมาของมนุษย์
ชนปกาเกอะญอเชื่อว่าคนแต่ละคนจะมีวิญญาณ ก่อนจะเกิดมาบนโลกวิญญาณจะมีอยู่ก่อนแล้วโดยอาศัยอยู่ในโลกวิญญาณ เมื่อถึงเวลาจะเกิดมาในโลกมนุษย์คน ๆ นั้นต้องไปนัดหมาย
วันเวลากับ (นางพญาประจำต้นโพธิ์ต้นไทร) “หมื่อ ฆะ เขลอะว่าจะมาบังเกิดแล้วนะ และบอกว่าจะมาอาศัยอยู่บนโลกนานเท่าใด นางพญาต้นโพธิ์ต้นไทรบันทึก เมื่อนัดหมายกันแล้ววิญญาณจะมาอยู่กับฝ่ายชายก่อนเป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นก็ไปอยู่กับฝ่ายหญิง (ผู้ให้กำเนิดหรือพ่อแม่)
อีกสามเดือน ระหว่างเวลานี้จะแสดงออกมาโดยวิญญาณเข้าฝันผู้ให้กำเนิดฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายหรือทั้งสองฝ่ายฝันว่าได้มาซึ่งสิ่งของเหล่านี้เช่น แหวน มีด เงิน เป็นต้น  จากนั้นฝ่ายหญิงก็จะเริ่มตั้งครรภ์
ช่วงเวลาที่แม่ตั้งครรภ์จะต้องงดอาหารหลายประเภทที่จะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เช่น สัตว์ถูกยิงด้วยปืนหรือลูกดอกเคลือบยาพิษ พืชผักมียาง สัตว์ป่าบางชนิดได้แก่ ลิง หมี ด้วยเกรงว่าหากกินแล้วทารกที่เกิดจะมีบุคคลิกและรูปร่างหน้าตาคล้ายกับสัตว์เหล่านี้ สำหรับพ่อก็มีข้อห้ามด้วยเช่นกัน เช่น ห้ามหามศพ ห้ามไกล่เกลี่ยคดีความ ห้ามขึ้นต้นไม้ ห้ามทะเลาะวิวาทกับคนอื่น ห้ามดุด่าภรรยา เมื่อถึงเวลาคลอดก็จะไปเรียกหมอตำแยมาช่วยทำคลอด
เมื่อทารกเกิดแล้วจะนำด้ายสีดำผูกสายรกสองช่วง ช่วงแรกผูกห่างจากท้องเด็กราวหนึ่งนิ้ว ช่วงที่สองห่างจากท้องเด็กราวสามนิ้ว จากนั้นก็จะตัดสายรกทิ้งด้วยเปลือกไม้ไผ่ดิบ จะไม่ตัดสายรกด้วยโลหะเพื่อป้องกันบาดทะยัก จะนำทารกล้างคราบเลือดและน้ำคร่ำออก แล้วนำกลับไปให้แม่ซึ่งนอนพักอยู่ที่เตาไฟเพื่อให้ทารกดูดน้ำนม แม่จะพักอยู่ไฟนานประมาณหนึ่งเดือน ช่วงเวลาที่ทารกดูดนมอยู่แม่จะต้องงดอาหารหลายอย่างที่จะแสลงท้องของทารก[37]
2. โลกมนุษย์ (ปกา ซู โค่ โพ)
คำว่าโลกมนุษย์หรือปกา ซู โค่ โพ หมายถึงมนุษย์ที่อยู่บนโลกที่ประกอบด้วยวิญญาณและร่างกายซึ่งสามารถพบเห็นกันเหมือนทุกวันนี้[38]
3. โลกวิญญาณ ( ปลือ ปู)
ปลือ ปู หรือโลกวิญญาณ (ยมโลก) ก็คือสถานที่อันเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าวิญญาณที่หลุดออกจากร่างกายของผู้ตายแล้ว เป็นสถานที่วิญญาณรอคอยว่าตนเองจะขึ้นสู่สวรรค์หรือลงนรกต่อไป[39]
4. วิญญาณบรรพบุรุษ (ซิโค่ หมื่อฆา)
ชนปกาเกอะญอเชื่อว่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว วิญญาณของพวกท่านเหล่านี้ที่ยังมีความเป็นห่วงเป็นใยและคอยคุ้มครองป้องกันภัยแก่ลูกหลานอยู่ ดังนั้นเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยลูกหลานที่อยู่บนโลกมนุษย์จะทำพิธีบก๊ะและเรียกวิญญาณบรรพบุรษมาร่วมพิธีและรับประทานอาหาร ทั้งนี้เพื่อขอพวกท่านมาช่วยเยียวยารักษาให้พวกเขาหายจากโรค[40]
5. เปรต (นาจิ๊ นา จิ๊ เทาะ)
คือดวงวิญญาณของหนุ่มสาวที่เสียชีวิตก่อนโดยที่ยังไม่แต่งงาน หรือคนเฒ่าคนแก่ที่พลาดหวังจากการแต่งงาน เนื่องจากพวกเขาไม่มีลูกหลานอยู่บนโลก ทำให้พวกเขาไม่ได้กินข้าวปลาอาหารและไม่ได้กินดีอยู่ดี ซึ่งมีสภาวะที่ตรงกันข้ามกับวิญญาณบรรพบุรุษที่ลูกหลานจะทำพิธีบก๊ะและเรียกท่านมารับประทานอาหารอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้นาจิ๊ซินาจิ๊เทาะจึงใช้อำนาจชั่วของตนไปรบเร้ารบกวนและบีบบังคับเหล่าวิญญาณบรรพรุรุษให้กลับไปหาลูกหลานของตน ด้วยความจำใจยอมวิญญาณบรรพบุรุษก็กลับไปหาและหยอกล้อลูกหลานของตน การกระทำเช่นนี้ทำให้ลูกหลาน
ล้มป่วยลง โดยลูกหลานเชื่อว่าการล้มป่วยลง การล้มป่วยมีสาเหตุมาจากวิญญาณบรรพบุรุษกลับมาหาเพื่อขออาหาร ลูกหลานจึงทำพิธี บก๊ะเรียกวิญญาณบรรพบุรุษมาร่วมรับประทานอาหาร เมื่อรับประทานเสร็จแล้วก็นำอาหารส่วนหนึ่งกลับไปให้นาจิ๊ซินาจิ๊เทาะด้วย ฝ่ายลูกหลานเมื่อเสร็จพิธีอาการป่วยก็หายจากไป[41]
6. สวรรค์ (ดู เตอะ วอ)
ดูเตอะวอหรือสวรรค์เป็นสถานที่เปี่ยมด้วยความสงบสุขอย่างสมบูรณ์ในโลกวิญญาณ ผู้ที่อยู่บนโลกและประกอบแต่คุณงามความดีเมื่อเสียชีวิตแล้ววิญญาณของพวกเขาก็จะกลับไปอยู่ ณ สวรรค์แห่งนี้[42]
7. นรก (ดู ลอ หร่า)
ดูลอหร่าหรือนรกหมายถึงสถานแห่งการทนทุกข์ทรมาน บุคคลใด ๆ ที่ประกอบความ
ชั่วช้าขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลก เมื่อเสียชีวิตลงดวงวิญญาณก็ออกจากร่างกายแล้วก็จะกลับไปอยู่ในนรกนี้ตลอดชั่วนิรันดร์[43]
ชนปกาเกอะญอเป็นชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามป่าเขาเป็นส่วนใหญ่ วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมจึงมีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติอย่างแยกจากกันไม่ออก ด้วยเหตุนี้การแสดงออกทางพิธีกรรมต่าง ๆ ของชนปกาเกอะญอจะแสดงความเคารพ ให้เกียรติ อนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก
วิถีชีวิตจึงต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติในการดำรงชีวิต จึงต้องเข้าใจธรรมชาติ และที่สำคัญต้องดำรงชีวิตอย่างรู้คุณค่าและให้ความสำคัญกับธรรมชาติ หากขาดธรรมชาติแล้วชีวิตของ
ชนปกาเกอะญอก็ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างที่เคยเป็นอยู่ การแสดงออกซึ่งความเชื่อ ความศรัทธา ความรัก ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ จึงอยู่ในวิถีชีวิตทุกกระบวนการการดำรงชีวิตของชน
ปกาเกอะญอด้วยเหตุตามข้างต้น

 
ถัดไป >