Of mux hso pez  
 

ยินดีต้อนรับ

 

Web Links
www.jessthai.org

www.pakakoenyo.org

www.hilltribe.org
http://cegthai.cbct.net
www.hplong.org



ชีวิตที่เฝ้ารอ

พร้อมกับความหวัง..



 
Home arrow News (Taj k'cauf) arrow พระราชปณิธาน 'ฉันจะสร้างป่า'
 
พระราชปณิธาน 'ฉันจะสร้างป่า' พิมพ์ ส่งเมล
Imageเปลวสีเงิน 12 สิงหาคม 2558
"ดินและน้ำ ลมและฟ้า ป่าและเขา รวมกันเข้าคือทรัพย์สินแผ่นดินแม่
ฝากลูกไทยรวมใจภักดิ์รักดูแล เพื่อมอบแก่หลานเหลนไทยไปชั่วกาล"
ครับ...นี่คือ คำขวัญ "วันแม่แห่งชาติ" ที่ "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ" พระราชทาน ประจำปี ๒๕๕๘

บางท่าน อ่านแล้ว ก็ผ่านไป.........! ไม่สะดุดตา-สะดุดใจอะไร ด้วยชินสำนึกว่า นี่ก็คำขวัญ "ตามเทศกาล" ที่พระราชทานทุกปีแต่สำหรับท่านที่ติดตาม "รอยพระบาท" ของ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" และ "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ" ที่เสด็จฯ ย่ำไปเยี่ยมเยียนและทรงสำรวจความเป็นอยู่ การทำมาหากินของพสกนิกรทุกถิ่น-ทุกที่ โดยเฉพาะแถบถิ่นทุรกันดาร ตลอด ๓๐-๔๐ ปีที่ผ่านมา จะทราบว่านี่มิใช่คำขวัญ "ตามประเพณี".........หากแต่ นี่คือแน่วแน่ในน้ำพระราชหฤทัยของ "สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์" ที่มิเคยเหือดหายหรือหักเห ด้วยห่วงอาทรต่อทุกพสกนิกรทั้งมวล ถ่ายทอดเป็น "คำขวัญวันแม่" เพื่อกระตุ้นเตือนลูกๆ ให้ตระหนัก ในเรื่อง ดิน-น้ำ-ลม-ฟ้า-ป่า-เขา......ว่า....สิ่งที่ "แม่พร่ำบอกและฟูมฟัก" มายาวนาน นี้แหละ คือ ทรัพย์สินแผ่นดินแม่แม่เพียรทำ เพื่อหวังมอบเป็นมรดกแก่ ลูก-หลาน-เหลนไทย เมื่อมีป่า-มีน้ำ ลูกๆ ก็จะได้มีอยู่-มีกิน ร่มเย็นเป็นสุขกันไปชั่วกาลถ้าถามว่า ๖๕ ปี นับแต่ พ.ศ.๒๔๙๓ บนความเป็น "สมเด็จพระราชินี" จะมีอะไรมั้ย ที่เป็น "พระราชปณิธาน" และทรงเคยเอ่ยพระโอษฐ์ขอแล้วกระทั่งถึง ณ วันนี้ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๘........"แม่ของแผ่นดิน" สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๓ พรรษา ก็ยังไม่ได้ตามที่ทรงร้องขอ!?มีเช่นนี้ด้วยหรือ........บางท่านอาจอุทานด้วยมิเชื่อ!ถ้าใครไป "เขื่อนสิริกิติ์" ที่อุตรดิตถ์ จะพบแผ่นข้อความ "พระราชเสาวนีย์" ติดไว้"...พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ ... พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า..."นี้คือพระราชปณิธาน "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ" ปรากฏตามพระราชดำรัส เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ พระราชปณิธานนั้น...........มิใช่ทรงตั้งขึ้นบนการร้องขอให้ผู้อื่นทำ หากแต่ทรงลงมือทำด้วยพระองค์เอง เพื่อให้คำว่า "ฉันจะสร้างป่า" เป็นประจักษ์จริงที่อำเภอสว่างแดนดิน สกลนคร ณ ๒๐ ธ.ค.๒๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพราหมณ์มาทำพิธีบวงสรวง ประกาศอัญเชิญเทพยดาอารักษ์ เจ้าป่า มาสถิตอยู่ในพื้นที่ป่าที่ทรงปลูก โดยทรงนำข้าราชการ ทหาร ชาวบ้าน ร่วมกันปลูกต้นไม้หลายพันธุ์ หลายชนิด พระราชทานชื่อโครงการนี้ว่า"โครงการป่ารักน้ำ"!และพระแม่ของแผ่นดิน มีพระราชดำรัสในปีต่อมา (๑๑ ส.ค.๒๖) ความว่า........"โครงการป่ารักน้ำ เป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าทำอย่างไรจะให้ชาวบ้านไม่เห็นว่าป่าเป็นศัตรูกับเขา ชาวบ้านโดยมากมักจะได้รับลูกยุ แล้วบุกเข้าไปตัดป่า ตำรวจจะไปจับชาวบ้านซึ่งยากจน นี่ก็ลำบาก จะทำให้ศัตรูของประเทศได้โอกาส จะทำอย่างไรดี ในที่สุด ท่านก็คิดออก ท่านบอกว่า ถ้าชาวบ้านปลูกป่าเสียเอง ดูแลป่าเสียเอง เขาได้กินได้อยู่ มีความสุขความเจริญในป่า เขาก็จะดูแลป่า ถึงได้เกิดโครงการป่ารักน้ำขึ้นนับจากวันที่ทรงตั้งพระราชปณิธาน "ฉันจะสร้างป่า" เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ ถึงวันนี้ก็ ๓๓ ปีแล้ว วันนี้ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๘..........พระแม่ของเรา พระชนมพรรษา ๘๓ พรรษาแล้ว!ขอเราทั้งหลาย จงตระหนักรู้เถิดว่า คำขวัญวันแม่ปีนี้ ที่ทรงนำเรื่อง "ดินและน้ำ, ลมและฟ้า, ป่าและเขา" มอบให้นั้น นั่นคือสัญญาณแห่งสายใยห่วงจากพระองค์ที่ส่งถึงลูกๆ ในเรื่องภัยจากธรรมชาติที่เริ่มประจักษ์ว่า "ป่าเหือด-น้ำแห้ง-แผ่นดินโหย" "ฉันจะสร้างป่า"...........และพระองค์ได้ทรงสร้างแล้ว ส่วนเรา...ลูกของแผ่นดินเล่า "รวมใจภักดิ์รักดูแล" และสืบสานพระราชปณิธานกันหรือเปล่า? ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาด้วยกิจกรรม "เทิดพระคุณแม่" หลายหลากนั้น ผมมั่นใจ ถ้าพวกเราทั้งหลาย ลงมือสานต่องานสร้างป่าที่พระแม่ทรงนำทางไว้ จะเป็นของขวัญที่พระองค์ต้องทรงปลาบปลื้มและสุขพระราชหฤทัยมากทีเดียว......เพราะนี่คือ "พระราชปณิธาน" ที่ลูกๆ ได้สานงานต่อจากแม่แล้ว!มิใช่พระราชปณิธานเพื่อประโยชน์พระองค์ หากแต่เพื่อ ลูก-หลาน-เหลนไทยด้วยกันเอง ไปชั่วกาล กระนั้น ๓๓ ปีแล้ว พวกเรา...ลูกของแผ่นดินทั้งหลาย ได้ตอบสนองพระคุณแม่ ด้วยสานพระราชปณิธานให้พระแม่ได้ทรงปลื้ม หรือหันหลัง "เหมือนลืม" ให้ทรงต้องหม่นพระราชหฤทัย?ผมขอพระราชทานเชิญพระราชดำรัสที่ "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ" พระราชทานแก่พสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เมื่อ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ ความตอนหนึ่งว่า........... "..........และอีกอย่างที่ข้าพเจ้าอยากจะขอร้องพวกท่าน เพราะข้าพเจ้าเป็นพระราชินี ตั้งแต่อายุ ๑๗ กว่าๆ ก่อน ๑๘ ไม่กี่เดือน จนถึง ๗๕ ยังขอร้องอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง ไม่มีผลอะไรเลย เรื่องต้นไม้ก็ไม่มีผลสำเร็จ ทางการก็ไม่มีกฎหมายอะไร หรือมาตรการที่จะดูแลรักษาป่า เพื่อเก็บน้ำจืดไว้ แล้วก็ ภรรยาท่านประธานาธิบดีแห่งลาว เมื่อตอนมาเยือนประเทศไทย ก็พูดกับข้าพเจ้าบอกว่า เอ๊ะ...คนไทยทำไมชอบตัดป่านัก ตัดป่าของตนเองเหี้ยนเตียนหมด อีกหน่อยเถอะ ระวังจะไม่มีน้ำกิน ยังก้าวร้าวเข้าไปตัดป่าในเมืองลาวอีก ลาวไม่ยอมเด็ดขาด ไล่เปิดไปหมด การฟังประมุขของประเทศเขาว่าให้อย่างนี้ ข้าพเจ้าก็บอก ถูกของท่าน การตัดป่าไม้ของเราเอง โดยเราไม่มีแหล่งน้ำที่ดี เป็นการที่โง่เขลามาก และอย่างที่เวลานี้หนังสือพิมพ์ลง พอฝนตกหนัก เขา เอาที่มีภูเขาสูงต่างๆ คนก็เต้นตกใจ กลัวดินถล่มลงมาทับบ้าน กระท่อม บ้านช่อง ของตัวเองตาย อันนั้น ไม่ใช่เพราะ ปล่อยให้คนที่มักมาก ไปตัดป่าหรือ?ธรรมชาติ เขาสูง เต็มไปด้วยป่า ซึ่งเวลาฝนตกมากเท่าไหร่ ต้นไม้เหล่านี้จะโดยอัตโนมัติ สูบน้ำลงไปใต้ดินหมด ส่วนน้อยเท่านั้นที่จะลงมา แต่ดินนั้นไม่มีวันถล่มลงมาที่มีต้นไม้และพืชต่างๆ 'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว' ท่านสอนข้าพเจ้าอย่างนี้ นี่...เป็นอย่างนี้ พูดเท่าไหร่ไม่ฟัง ก็ต้องตายซะก่อน เห็นซะก่อนถึงจะเชื่อฟัง เพราะว่ามันต้องถล่มแน่ เพราะพื้นที่เป็นที่สูงอย่างนี้ มันเป็นป่า เมื่อฝนแรงมากตกลงมา ดินมันก็ต้องถล่มลงมาทับตัวเองนั่นแหละ แล้วไม้ที่ตัวเองขึ้นไปตัดต่างๆ ก็ถล่มมากับน้ำด้วย มาทับหมดเลย ข้าพเจ้าว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง มาทับตาย ทำลายหมู่บ้านต่างๆ เป็นจำนวนมาก ก็ด้วยเหตุนี้ ทีนี้ หน้าที่ของพวกเราคือว่า จะต้องกระจายข่าวไปว่า อันนี้ที่จะตายไม่ตายแหล่ ก็เรื่องที่ปล่อยให้คนที่เห็นแก่ตัวไปเที่ยวตัด ถล่มป่าไม้ ไม่ดูภูมิประเทศ ไม่ดูถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่คนยากคนจนที่อยู่ชายเขา ริมเขา เพราะฉะนั้น ก็หวังจะได้รับความร่วมมือจากทุกท่าน ว่า......
ตั้งต้นเสียทีเถิด...."๑๒ สิงหา ณ วันนี้ เพื่อเป็นของขวัญพระแม่แผ่นดิน เราทั้งหลาย .....ถึงไม่ได้ปลูกป่า แต่แค่หยุด "บุกรุกโค่นป่า" ก็ได้ชื่อว่า "สานพระราชปณิธานแม่" ส่วนหนึ่งแล้ว.

ป่าไม้ทั่วไทยเหลือแค่102 ล้านไร่ กรมป่าไม้-คณะวนศาสตร์"ถกทางแก้
18 เมษายน 2558
นายประลอง ดำรงค์ไทย รองอธิบดีกรมป่าไม้
เปิดเผยว่า กรมป่าไม้ร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะจัดประชุมวิชาการป่าไม้ ครั้งหนึ่ง1 ในหัวข้อป่าไม้ไทย ใครกำหนด ในวันที่ 22-26 เม.ย. 2558 นี้ ที่ตึก72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อระดมสมองจากทุกภาคส่วนในเรื่องการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กรมป่าไม้กับคณะวนศาสตร์ ได้สำรวจพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย ล่าสุด พบว่าพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยเหลือเพียง 102,120,417.98 ไร่ หรือร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศไทยเท่านั้น ขณะที่พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยจากการสำรวจเดิมในปี 2551ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมี 108ล้านไร่ หรือร้อยละ 33.8 ของพื้นที่ประเทศไทย หมายความว่าพื้นที่ป่าไม้ลดลงกว่า 6 ล้านไร่ หรือหายไปร้อยละ 2.37 ของพื้นที่ประเทศไทย หรือเฉลี่ยลดลงปีละกว่า 1 ล้านไร่ ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ สาเหตุจากการบุกรุกทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง และส่งผลทำให้สภาพป่าในแทบทุกพื้นที่เข้าสู่สภาวะเสื่อมโทรม ระบบนิเวศป่าขาดสมดุล โดยมี 6 จังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ป่าไม้เลย คือ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และอ่างทอง เนื่องจากมีพื้นที่ป่าต่ำกว่า 3.12 ไร่ ดังนั้นทุกฝ่ายจะต้องมาร่วมกันกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ป่าไม้ การออกกฎระเบียบกฎหมายให้ชัดเจน เพื่อว่าไม่ว่ารัฐบาลใดมาเป็นก็ต้องดำเนินการ

ต้นไม้ที่ควรปลูก
1.ชิงชัน
ไม้ชิงชังมี ชื่อพื้นเมืองว่า ประดู่ชิงชัน ดู่สะแตน เก็ดแดง อีเม็ง พยุงแกลบ กะซิบ หมากพลูตั๊กแตน Burma rosewood, Tamalan มีชื่อ
วิทยาศาสตร์ว่า Dalbergia oliveri Gamble โดยมีชื่อพ้อง 2 ชื่อ D.bariensis Pierre และ D.dongnaiensis Pierre ชิงชันจัดอยู่ในสกุลไม้ชิงชัน(Dalbergia Linn.) ในอนุวงศ์ประดู่ (Papilionatae) ของวงศ์ไม้ประดู่ (Leguminosae) ไม้สกุลไม้ชิงชัน มีอยู่ทั้งสิ้น ประมาณ 80 ชนิด ใน ประเทศไทยมีประมาณ 30 ชนิด แต่ที่หวงห้ามมีเพียง 3 ชนิด คือ พะยูง (D.cochinchinensis), ชิงชัน (D.oliveri) และกระพี้เขา (D.cultrata) มีถิ่นกำเนิดในพม่า, ลาว และไทย และถูกนำไปปลูกในมาเลเซียและสิงคโปร์ เป็นที่รู้จักกัน ทั่วโลกว่า ไม้ตระกูลนี้มีเนื้อไม้และแก่นที่สวยงาม แข็งแรง ทนทาน จึงนิยมใช้ทำเครื่องเรือนเครื่องใช้ต่างๆ เครื่องแกะสลัก หวี มุถือและด้ามเครื่องมือ
2. ยางนา (Dipterocarpus alatus Roxb.)
เป็นไม้ที่มีคุณค่าสำคัญยิ่งในทางเศรษฐกิจของประเทศไทยชนิดหนึ่ง เพราะเป็นที่นิยมใช้สอยกันมากในการก่อสร้างบ้านเรือนและในการทำไม้อัดรวมทั้งส่งออกไปจำหน่ายยังต่าง ประเทศด้วย นอกจากนี้ยังให้น้ำมันยางซึ่งใช้ในการทำไม้ ยาเรือ ทำน้ำมันทาบ้าน ตลอดจนใช้เป็นยารักษาโรค แต่ปริมาณไม้ยางนาในปัจจุบันได้ ลดน้อยลงมาก เนื่องจากการทำไม้และโดยที่ไม้ยางนาส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่ในที่ราบริมน้ำ ซึ่งจะถูกบุกรุกแผ้วถางกลายเป็นเรือกสวนและไร่นา ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องทำการปลูกสร้างสวนป่าไม้ยางนาขึ้นทดแทนใน พื้นที่ที่เหมาะสม และหาวิธีการเพิ่มปริมาณไม้ยางนาในป่าธรรมชาติให้เพิ่มมากขึ้น
3. ไม้สัก (Teak)
เป็นไม้ที่มีชื่อเสียงรู้จกกันแพร่หลายทั่วโลก เนื้อไม้สามารถใช้ประโยชน์ ได้ทุกรูปแบบเนื่องจากมีคุณสมบัติ
ของเนื้อไม้ที่ละเอียดอ่อน ตกแต่งง่าย มีสีสัน ลวดลายสวยงาม และทนทานต่อดินฟ้าอากาศได้ดีพอสมควร ไม้สัก (Tectona grandis) แบ่งเป็น 5 ชนิด ได้แก่ สักทอง สักหิน สักหยวก สักไข่และสักขี้ควาย ตามลักษณะของเนื้อไม้ ไม้สักทองจะให้คุณภาพของเนื้อไม้ ดีที่สุด ความแข็งแรงอยู่ระหว่างสักหิน และสักหยวก เนื้อไม้ไม่เปราะเหมือนไข่ และสักขี้ควายเนื้อไม้เหลืองทอง เห็นวงปีเด่นชัด ลวดลายสวยงาม เป็นระเบียบ พบมากในบริเวณ ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ดี ชนิดดินร่วนปนทราย (sandy Loam) ไม้สักในประเทศไทยจะพบกระจาย อยู่ทั่วไปตามธรรมชาติทางภาคเหนือ และมีคุณภาพดีเช่นเดียวกับไม้สักจากประเทศพม่าซึ่งถือได้ว่าไม้สักในประเทศไทยเป็นไม้สัก ที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก และเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก
4.  ประดู่ป่า ( P. macrocarpus )
เป็นไม้ผลัดใบขนาดใหญ่ สูงตั้งแต่ 20 เมตรขึ้นไป มีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นประมาณ 1.3+2.1 เมตร เรือนยอดสูงประมาณ 6-12 เมตร เป็นรูปทรงกระบอกหรือรูปเจดีย์ต่ำ กิ่งสั้นไม่แผ่กว้าง ปลายกิ่งส่วนมากจะชี้ขึ้น จัดเป็นไม่มีค่าทางเศรษฐกิจสูงชนิดหนึ่งในแถบเอเชีย มีชื่อทางการค้าว่า Padauk หรือ Nara คำว่า “Padauk” เป็นภาษาพม่าที่ใช้เรียก เฉพาะ ไม้ประดู่ ( Pterocarpus macrocarpus ) แต่ต่อมาได้เรียกรวมถึงไม้อีก2 ชนิด คือ Pterocarpus dalbergioides Roxb. (Andaman Padauk) และ Pterocarpus indicol (Nara) ลักษณะเปลือกของไม้ประดู่ป่ามีเปลือกหนา เปลือกนอกสีน้ำตาล เทา หนา แตกหยาบเป็นร่องลึก เปลือกในสีน้ำตาล เนื้อไม้แข้ง มีสีขาวอมเหลือง แก่นสีน้ำตาลแกมแดง ลักษณะของใบและดอกไม่ใคร่แตกต่างจากประดู่บ้านมากนักผิดกันแต่ว่ามีขนปกคลุมหนาแน่นกว่า Troup (1921) รายงานว่าใบจะร่วงในฤดูร้อนและเริ่มผลิใบใหม่ระหว่างเดือนเมษายน พฤษภาคม ผลมีลักษณะเป็นฝักกลมใหญ่กว่าประดู่บ้านมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-10 ซม และมีขนละเอียดปกคลุมอยู่ เมื่อผลแก่มีสีน้ำตาลแกมเทาตรงกลางของผลพองหนาและแข็งมีเมล็ด อยู่ข้างใน 1-2 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างแบบ dolabriform มีสีน้ำตาลแดง ยาวประมาณ 0.4-0.5 นิ้ว มีเปลือกหุ้มเมล็ดคล้ายหนังหุ้มอยู่ 1 กิโลกรัมจะมีผลประมาณ 1,400-1,900 ผล แต่ถ้านำผลเข้าเครื่องตีปีก (seed scarifier machine) 1 กิโลกรัม จะมีผลประมาณ 3,200 -3,400 ผล
ถ้าแกะเมล็ดออกมาจากผล 1 กิโลกรัมจะมีเมล็ดประมาณ 12,500-18,000 เมล็ด ออกดอกระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมฝักจะแก่ประมาณสามเดือนหลังจากออกดอก เมล็ดที่อยู่ในฝักที่ ติดค้างอยู่บนต้นเป็นเวลานาน จะสูญเสียความสามารถในการงอกมากกว่าเมล็ดที่เก็บจากผลทันที เมื่อผลแก่เต็มที่
5.ไม้มะค่าโมง
เป็นไม้ที่มีต้นขนาดใหญ่ แต่ไม่สูงมากนักมี ความสูงระหว่าง 10-18 เมตร แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มแผ่กว้าง เปลือก มีสีน้ำตาลอ่อน หรือชมพูอมน้ำตาล กิ่งอ่อนม้วน คลุมบางๆ ใบเป็นช่อเรียงสลับกัน ช่อใบยาว 18-29 ชม. ก้านช่อใบ ค่อนข้างสั้น ยาวประมาณ 2 ชม. บนแกนช่อใบมี
ใบย่อยชิ้นตรงกันข้าม 3-5 คู่ ใบย่อย รูปไข่แกรมรูปขอบขนานกว้าง 2-5 ชม. ยาว 4-9 ชม. ปลายใบมนมักจะเว้าตื้นๆ ตรงกลางฐานใบมนหรือตัด ก้านใบย่อยยาว 3-5 ชม. ดอก ออกเป็นช่อ แตกแขนงที่ปลายกิ่ง ยาว 5-15 ชม. มีขนคลุมบางๆ ก้านดอกย่อยยาว 7-10 มม. ใบประดับรูปขอบขนานแกรมรูปไข่ยาว 6-9 มม. มีขนประปราย กลีบรองกลีบดอกติดกัน ส่วนนี้แยกเป็นกลีบรูปขอบขนาน 4 กลีบแต่ละกลีบซ้อนทับกัน กลีบยาวประมาณ 10-12 มม. กลีบดอกมีเพียงกลีบบนสุดเพียงกลีบเดียวที่เจริญขึ้นเป็นกลีบดอกมีสีแดงเรือๆ หรือแดงอมชมพู ตรงเกือบจะเป็นแผ่นกลม ยาวประมาณ 7-9 มม. ส่วนฐานคอดเข้าหากันเป็นก้านกลีบดอกยาว 5-12 มม. เกสรผู้ที่สมบูรณ์มี 3-8 อัน ก้านเกสรแยกจากกันเป็นอิสระหรือติดกันเล็กน้อยที่ฐาน เกสรผู้ปลอม 3 อัน ค่อนช้างสั้น รังไข่ยาวประมาณ 7 มม. มีขนคลุมติดอยู่บนก้านส่ง ยางประมาณ 7 มม. ผล เป็นฝักแบนรูปบรรทัดสั้นๆ กว้าง 7-10 ชม. ยาว 12-20 ชม. ผนังฝักแข็งมาก หนาประมาณ 5-7 มม. เมื่อฝักแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก กว้าง 2-2.5 ชม. ยาว 2.5-4 ชม. หนา 0.8-1.2 ชม. เมล็ดแก่สีดำ มีเนื้อหนารูปถ้วยยาวประมาณ 1.5 ชม. สีเหลืองสด ห่อหุ้มส่วนฐานเมล็ด
6.ตะเคียนทอง
เป็นไม้ขนาดใหญ่ สูง 20-40 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอด เป็นพุ่มทึบกลมหรือ รูปเจดีย์ต่ำ เปลือกหนา สีน้ำตาลดำ แตกเป็นสะเก็ด
กระพี้สีน้ำตาลอ่อน แก่สีน้ำตาลแดง ใบรูปไข่แกมรูปหอก หรือรูปดาบขนาด 3 - 6 x 10 -14 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างหนา ปลายใบเรียว แต่ไม่จรดกัน ดอก เล็ก ออกเป็นช่อยาว สีขาวตามง่ามใบและปลายกิ่ง กลิ่นหอม ก้านช่อดอก ก้านดอก และกลีบรองกลีบดอกมีขนนุ่ม กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดต่อกัน ผล กลม หรือรูปไข่เกลี้ยง ปลายมน เป็นติ่งคล้ายหนามแหลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 เซนติเมตร ยาว 1 เซนติเมตร ปีกยาว 1 คู่
รูปใบพาย ปลายปีกกว้างค่อย เรียวสวนมาทางโคนปีก เส้นปีกความยาวมี 7 เส้น ปีกสั้นมีความนาว ไม่เกินความยาวตัวผลดอกออกระหว่างเดือน มกราคม
ถึง มีนาคม ดอกจะไม่ออกทุกปี ช่วงดอกออกมากประมาณ 3-5 ปี/ครั้ง และจะแก่ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ ถึงเมษายน
7.ตะแบก
จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นกึ่งผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงได้ประมาณ 15-35 เมตร เรือนยอดเป็นรูปเจดีย์ต่ำ แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบต้น เปลือกลำต้นเกลี้ยงเป็นสีเทาอมเหลือง หรือสีน้ำตาลอมเทา มีรอยขรุขระเป็นหลุมตื้น เกิดจากสะเก็ดแผ่นบาง ของเปลือกที่หลุดร่วงไป ดูคล้ายกับเปลือกต้นฝรั่ง แต่จะมีจุดด่างขาว อยู่ตามลำต้น ทางตอนบนของลำต้นจะค่อนข้างเรียบ ส่วนเปลือกชั้นในเป็นสีชมพูอมม่วง ซ้อนกันเป็นชั้น สลับกับชั้นลายเส้นสีขาว โคนต้นเป็นพูพอนชัดเจน ตรงส่วนที่เป็นพูพอนมักจะกลวงขึ้นไปประมาณ 3-5 เมตรจากผิวดิน ตามกิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลสาก ขึ้นหนาแน่น เนื้อไม้มีความแข็งประมาณ 628 กก. ความถ่วงจำเพาะประมาณ 0.68 ความแข็งแรงประมาณ 1,219 กก./ตร.ซม. ความเหนียวประมาณ 2.89-กก.-. ความดื้อประมาณ 112,700 กก.ตร.ซม. และมีความทนทานตามธรรมชาติ ตั้งแต่ 3-17ปี เฉลี่ยประมาณ 9.4 ปี อาบน้ำยาไม้ได้ยากมาก (ชั้นที่5) ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้นในป่าราบ ป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณชื้นและแล้งทั่วไปทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-400 เมตร พบได้มากที่ป่ายุบศรีราชา (ต้นตะแบกที่ขึ้นในป่าดงดิบจะไม่ผลัดใบ)[1],
8. ไม้แดง
เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ขึ้นทั่วไปในป่าเบญจพรรณแล้งและชื้น แก่นไม้ ไม้แดง มีสีน้ำตาลอมแดง และมีจุดดำแทรกในเนื้อไม้ เป็นไม้เนื้อแข็ง สีแดงจากเนื้อไม้สวยงามเรียบเนียน ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นไม้ที่มีระดับในกลุ่มไม้เนื้อแดง ไม้แดง เป็นไม้เนื้อแข็ง บางครั้งจึงเรียกว่า Burmese Ironwood คงสภาพได้ดีเมื่อผ่านขั้นตอนการอบแห้ง ไม้The Janka hardness มักนิยมใช้สำหรับงานปูพื้น ไม้ ไม้แดง จึงดีที่สุดสำหรับงานปูพื้นที ่ต้องการความคงทนและทนต่อการกัดแทะของปลวกได้ดี ลักษณะของเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อๆ หรือ สีน้ำตาลอมแดง เสี้ยนเป็นลูกคลื่นหรือสับสน เนื้อละเอียดพอประมาณ แข็ง เหนียวแข็งแรงและทนทาน เลื่อยใสกบแต่งได้เรียบร้อยขัดชักเงาได้ดีน้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 960 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตรไม้นี้นิยมในการก่อสร้างในส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น พื้น วงกบประตูหน้าต่าง ทำเกวียน ทำเรือหนอนรางรถไฟ เครื่องเรือน เครื่องมือกสิกรรม ด้านเครื่องมือ คันชั่ง ไม้แดงนี้ปลวกหรือเพรียงจะไม่ค่อยรบกวน และเป็นไม้ที่ต้านทานไฟในตัวด้วย เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีกลิ่นหอม มีให้เลือหลากสี ทั้งสีแดงและสีส้มประดู่ที่ดี คือ ประดู่สีแดง สามารถปูพื้นบ้านได้ทุกห้อง ไม้แดง เป็นไม้ที่มีความแข็งมาก ทำให้เวลาเกิดความชื้นหรือร้อน และขยายตัว จะดันจนกำแพงแตกได้ (กรณีเป็นพื้น) หรือ หากไปติดชิด ทำฝ้าเพดาน (ชายคา) ด้านนอกบ้าน ก็จะดันจน เครื่องหลังคา มีปัญหาง่าย ต่างกับไม้สักหรือมะค่า ที่อ่อน/แข็ง แต่ยืดหดตัวน้อยกว่าครับ ยิ่งถ้าเป็น ตะเคียนทองแท้ (ต้องมีรอยมอดป่า) การยืดหดค่อนข้างน้อยมาก
9.มะฮอกกานี
เป็นพรรณไม้ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง โปรดให้นำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อครั้งเสด็จเยือนประเทศในแถบยุโรป มีชื่อสามัญว่า Broad Leaf Mahogany หรือ False Mahogany ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Macrophylla King ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบฮอนดูรัสอเมริกากลางและหมู่เกาะอินดิสตะวันตก ประเทศไทยพบได้ทุกภาค นำเข้ามาปลูกครั้งแรกในจังหวัดเพชรบุรี เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร เรือนยอดรูปไข่หรือทรงกระบอก ทรงพุ่มทึบ ลำต้นเปลาตรง ใบประกอบแบบขนนก ออกเวียนสลับ ดอกสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองแกมเขียว มีขนาดเล็ก กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่งเมล็ดแห้งสีน้ำตาล แบนบาง มีปีกบางๆ และรสชาติขมมาก เนื้อไม้สีน้ำตาลอมเหลืองหรือแดงเข้ม ลวดลายสวยงาม เมื่อแห้งจะมีแถบแววสีทองขวางเส้นไม้ มีคุณภาพ สามารถไสและตกแต่งได้ง่ายยึดตะปูได้ดี คุณภาพใกล้เคียงกับไม้สัก ทนทานต่อการกัดกินของปลวก เนื้อไม้มะฮอกกานีใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องดนตรี และเครื่องใช้อื่นๆ เปลือกของต้นใช้ต้มเป็นยาสรรพคุณเจริญ อาหาร มีสารแทนนินมาก รสฝาดใช้เป็นยาสมานแผล ยาแก้ไอ เนื้อในฝักเป็นยาระบาย เนื้อในเมล็ดมีรสขมมาก ใช้เป็นยาแก้ไข้จับสั่น ไข้พิษและปวดศีรษะ ใบอ่อนและดอกรับประทานได้
10. ตะกู
เป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  สูง 16-27 เมตร  (สำหรับในประเทศไทย ต้นตะกูที่โตเต็มที่ที่พบในป่าธรรมชาติมีขนาดโตทางเส้นรอบวงเพียงอกประมาณ  280  ซม.  สูงประมาณ  27 เมตร)  เรือนยอดเป็นพุ่มกลม  กิ่งตั้งฉากกับลำต้น  ส่วนใหญ่ลำต้นเปลาตรง มีการลิดกิ่งเองตามธรรมชาติ (บางถิ่นกำเนิดโดยเฉพาะในแถบประเทศอินเดีย ลำต้นจะไม่เปลาตรงเนื่องจากมีกิ่งขนาดใหญ่ การลิดกิ่งตามธรรมชาติมีน้อย) เปลือกสีเทาปนน้ำตาลค่อนข้างเรียบ  เนื้อไม้สีเหลืองอ่อน  ใบเดี่ยวเรียงตัวตรงข้ามเป็นคู่ มีขนาดประมาณ 5-12  x 10-24 ซม.  ปลายใบมนหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบป้าน เนื้อใบค่อนข้างหนา หลังใบมีขนสาก และมีสีเข้มกว่าทางท้องใบ ท้องใบมีขนนุ่มและจะหลุดร่วงไปเมื่อใบแก่ เส้นแขนงใบมี 7-14 คู่ เห็นชัดทั้งสองด้าน
ดอกตะกูมีขนาดเล็กติดกัน แน่นอยู่บนช่อดอกแบบ Head สีขาวปนเหลืองหรือสีส้ม กลิ่นหอมอ่อน ออกเป็น ช่อกลมเดี่ยวหรือเป็นกระจุกไม่เกิน  2 ช่อ  อยู่ตามปลายกิ่ง ผลตะกูเป็นผลเดี่ยวโดยเรียงกันแน่นเป็นก้อนกลมอยู่บนช่อดอก เรียกผลแบบนี้ว่า Fruiting Head  มีขนาดความโตวัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-6 ซม. ผลแก่มีสีเหลืองเข้ม ในผลหนึ่ง จะมีเมล็ดขนาดเล็กเป็นจำนวนมากบรรจุอยู่ภายใน เมล็ดมีขนาดประมาณ 0.44 x 0.66 มม. เมล็ดแห้งหนัก 1 กิโลกรัม มีจำนวนเมล็ดประมาณ 18-26 ล้านเมล็ดผลแก่เป็นอาหารของสัตว์ป่าจำพวกกวาง เก้ง และนกซึ่งสัตว์เหล่านี้ช่วยให้การสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ (Natural Regeneration) ของไม้ตะกูเกิดขึ้นได้ง่าย เราจึงสามารถพบเห็นกลุ่มไม้ตะกูขึ้นอยู่ทั่วไปในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้งๆที่บางแห่งอาจจะมองไม่เห็นแม่ไม้ในบริเวณข้างเคียงเลยก็ตาม

แหล่งเพาะชำกล้าไม้: สามารถติดต่อได้ที่กรมป่าไม้ทั่วประเทศไทย หรือที่เว็บไซต์ของกรมป่าไม้
http://www.forest.go.th/nursery/index.php?option=com_content&view=article&id=693&Itemid=573&lang=th

 

 

 

 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >